jumbohealth.blogspot.com รวมบทความสาระดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อการมีสุขภาพที่ยืนยาวและแข็งแรง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสุขภาพโรคเอดส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสุขภาพโรคเอดส์ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
Bim100 วีธีกำจัด HIV และมะเร็ง ในเวลาเดียวกัน
Bim100 วีธีกำจัด HIV และมะเร็ง ในเวลาเดียวกัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.bim100foryou.com/
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
เอชไอวีรวมทั้งโรคภูมิคุมกันบกพร่องเป็นยังไง
โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องซึ่งย่อมาจากคำว่า human immunodeficiency virus เป็นเชื้อไวรัส ในเวลาที่โรคภูมิคุมกันบกพร่องหรือ acquired immune deficiency syndrome เป็นกรุ๊ปลักษณะของโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องซึ่งเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิต้านทานของร่างกายถูกเชื้อไวรัสทำลายจนกระทั่งร่างกายของคนเจ็บไม่สามารถที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคทั้งหลายแหล่ที่ไปสู่ร่างกายได้
ผู้ติดเชื้อโรคเอชไอวีบางทีอาจไม่ปรับปรุงอาการจนถึงเป็นคนเจ็บโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น
ผลพวงของเอชไอวีแล้วก็โรคภูมิคุมกันบกพร่องที่มีต่อร่างกายของมนุษย์
เมื่อร่างกายติดเชื้อโรคเอชไอวี เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะจู่โจมระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลงจนกระทั่งไม่อาจจะต่อสู้กับเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกายได้ กระทั่งท้ายที่สุดเชื้อไวรัสจะจู่โจมร่างกายทั้งสิ้น
จุดมุ่งหมายของเอชไอวีเป็นการทำลายเซลล์ที่มีบทบาทต่อสู้กับเชื้อโรครวมทั้งการติดเชื้อไวรัสต่างๆเซลล์นี้มีชื่อว่า CD4 (หรือเซลล์ T-helper) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีความจำเป็นต่อแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องทำให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายของผู้ติดเชื้อโรคอ่อนแอลงกระทั่งนำไปสู่โรคต่างๆได้ง่าย ในตอนที่ผู้ที่มีระบบระเบียบภูมิต้านทานสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงจะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคพวกนี้ได้ดีมากว่า
ความช้าเร็วของการดำเนินโรคและก็ผลพวงที่เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีต่อร่างกายขึ้นกับผู้ติดเชื้อโรคแต่ละคน สาเหตุหลายชนิดตัวอย่างเช่น สุขภาพและก็อายุ รวมทั้งความช้าเร็วสำหรับการได้รับการดูแลรักษา ล้วนเป็นต้นเหตุที่ส่งผลต่อการดำเนินโรคทั้งมวล คนบางบุคคลสามารถติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องนานยาวนานหลายปีโดยไม่มีลักษณะโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
เหตุที่อาจจะส่งผลให้การได้รับเชื้อเอชไอวีปรับปรุงเป็นลักษณะโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องรวดเร็วทันใจขึ้นนั้น ยังคงรวมทั้งต้นเหตุด้านกรรมพันธุ์ การแก่เยอะขึ้น สภาวะโภชนาการไม่ดี หรือติดเชื้อโรคร่วมกับโรคอื่น ดังเช่นว่า ตับอักเสบซีหรือวัณโรค
การติดเชื้อเอชไอวี
คนสามารถติดเชื้อโรคเอชไอวีโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำเชื้อ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้กระทั้งนมแม่ มูลเหตุการกระจายเชื้อส่วนมากมาจากการมีเซ็กส์แล้วก็การใช้เข็มฉีดยาด้วยกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการมีท้อง
ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยเป็นสิ่งจำเป็นที่คนจะต้องมีเซ็กซ์โดยสวัสดิภาพรวมทั้งหลบหลีกการสัมผัสกับเข็มฉีดยาที่มิได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะระหว่างการไปเจอหมอหรือการใช้เพื่อนันทนาการ
ยังมีความเข้าใจไม่ถูกเกี่ยวกับต้นเหตุของการได้รับเชื้อเอชไอวี ไม่ว่าจะเป็นการติดโรคเอชไอวีจากการประสานมือทัก การกอด การจุมพิต การจาม การใช้ห้องสุขาด้วยกัน การใช้ภาชนะแล้วก็ส้อมด้วยกันหรือการสัมผัสในแบบอย่างอื่นๆที่ไม่ทำให้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แนวทางการทำกิจกรรมที่กล่าวมานี้ ไม่สามารถที่จะทำให้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้
ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคเอดส์ บิม100 น้ำมังคุด
ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคเอดส์ HIV ด้วย บิม100 อาหารเสริมน้ำมังคุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.bim100foryou.com/
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ เป็นยังไง?
โรคเอดส์เป็น ลักษณะโรคภูมิต้านทานผิดพลาด ( AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมไม่วโนเดฟีเชียนซีเชื้อไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV ) หรือเรียกกล้วยๆว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เมื่อเชื้อเอชไอวีไปสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งปฏิบัติภารกิจกำจัดสิ่งเจือปนหรือเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลายมากเพิ่มขึ้น ก็เลยทำให้คนไข้มีภูมิต้านทานลดลง จนถึงสุดท้ายร่างกายไม่มีสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่ไปสู่ร่างกายได้ ก็เลยทำให้คนเจ็บที่ติดโรคเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อโรคได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งการทำให้เป็นโรคติดเชื้อโรคอื่นๆตามมา อย่างเช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เชื้อรา ฯลฯ โดยส่วนมากคนเจ็บโรคเอดส์มักเสียชีวิตจากโรคแทรกต่างๆ
โรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการรับเชื้อเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า HIV ซึ่งเชื้อไวรัสประเภทนี้จะก่อให้ระบบภูมิต้านทานของผู้ติดโรคดำเนินการผิดพลาด ในขณะนี้ยังเป็นไปไม่ได้รักษาให้หายสนิท ทำเป็นเพียงแค่ ควบคุมอาการแล้วก็รักษาแบบประคับประคอง ก็เลยทำให้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง เป็นโรคที่ใครๆต่างกลัว ด้วยเหตุว่ารู้สึกว่าเป็นแล้วจำเป็นต้องเสียชีวิต แม้กระนั้นที่จริงแล้วมีแนวทางช่วยเหลือให้ผู้ติดเชื้อโรคสามารถมีชีวิตยืนยาวได้นานนับสิบปี วันนี้พวกเราก็เลยนำความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มาฝาก เพื่อที่พวกเราจะได้ทำความรู้จักโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างถ่องแท้ และก็คิดแผนป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างแม่นยำ
โรคเอดส์ เป็นยังไง?
โรคเอดส์เป็น ลักษณะโรคภูมิต้านทานผิดพลาด (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมไม่วโนเดฟีเชียนซีเชื้อไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกล้วยๆว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เมื่อเชื้อเอชไอวีไปสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งปฏิบัติภารกิจกำจัดสิ่งปลอมปนหรือเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยทำให้ผู้เจ็บป่วยมีภูมิต้านทานลดน้อยลง จนถึงท้ายที่สุดร่างกายไม่มีสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่ไปสู่ร่างกายได้ ก็เลยทำให้คนไข้ที่ติดเชื้อโรคเอชไอวีนั้นสามารถติดโรคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งการทำให้เป็นโรคติดเชื้อโรคอื่นๆตามมา อาทิเช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เชื้อรา ฯลฯ โดยส่วนมากคนเจ็บโรคเอดส์มักเสียชีวิตจากโรคแทรกต่างๆ
เชื้อเอชไอวีสามารถแพร่ไปได้โดย ;
-เซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัย (เซ็กซ์โดยไม่ใช้ถุงยาง)
-ใช้เข็มฉีดยา วัสดุอุปกรณ์ฉีดยา รวมทั้งเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆสำหรับเพื่อการฉีดยาด้วยกัน
-การเจาะและก็สักร่างกายที่เครื่องใช้ไม้สอยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
-จากแม่ที่ติดเชื้อโรคสู่ลูกในขณะท้อง ในระหว่างคลอด แล้วก็โดยผ่านทางทะเลนมแม่
-การถ่ายเลือด รวมทั้ง/หรือสินค้าจากเลือดในบางประเทศ, ในประเทศออสเตรเลีย-การ-ถ่ายเลือดรวมทั้งสินค้าจากเลือดมีความปลอดภัย
บิม100 ผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายให้กลับมีคุณภาพชีวิตเป็นปกติ
อาหารเสริมบิม100 น้ำมังคุด ช่วยผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายให้กลับมีคุณภาพชีวิตเป็นปกติ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.bim100foryou.com/
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
การรับเชื้อเอชไอวี
คนสามารถติดเชื้อโรคเอชไอวีโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำเชื้อ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้กระทั้งนมแม่ ต้นเหตุการแพร่ระบาดจำนวนมากมาจากการมีเซ็กส์และก็การใช้เข็มฉีดยาด้วยกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งท้อง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยเป็นเรื่องจำเป็นที่คนควรจะมีเพศสัมพันธ์โดยสวัสดิภาพแล้วก็เลี่ยงการสัมผัสกับเข็มฉีดยาที่มิได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะระหว่างการไปเจอหมอหรือการใช้เพื่อนันทนาการ
ยังมีความรู้ความเข้าใจไม่ถูกเกี่ยวกับต้นเหตุของการได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการติดโรคเอชไอวีจากการประสานมือทัก การกอด การจุมพิต การจาม การใช้ห้องสุขาด้วยกัน การใช้ภาชนะรวมทั้งส้อมด้วยกันหรือการสัมผัสในต้นแบบอื่นๆที่ไม่ทำให้ติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง กระบวนการทำกิจกรรมที่กล่าวมานี้ ไม่สามารถที่จะทำให้ติดเชื้อโรคเอชไอวีได้
การรับเชื้อเอชไอวี 3 ระยะ
ระยะกระทันหัน (Acute HIV Infectious) เป็นระยะแรกของการได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดขึ้นระหว่าง 2-4 อาทิตย์ภายหลังติดเชื้อโรค ในเวลานี้ผู้ติดโรคเยอะมากจะเริ่มมีลักษณะเหมือนป่วยหวัดใหญ่ เป็นต้นว่า เป็นไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต เมื่อยตามร่างกาย มีผื่นแล้วก็ปวดศรีษะ อาการกลุ่มนี้เรียกว่า acute retroviral syndrome หรือ ARS มีเหตุมาจากการที่ร่างกายสนองตอบต่อการรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง
ในเวลานี้ เชื้อไวรัสจะเพิ่มเป็นอย่างมากภายในร่างกาย ทำให้เซลล์ CD4 ภายในร่างกายลดปริมาณลงอย่างเร็ว เป็นระยะที่มีการเสี่ยงสูงมากมายที่ผู้ติดเชื้อโรคจะแพร่ระบาดเชื้อไวรัสไปยังคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ก็เลยจะต้องคุ้มครองป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แม้กระนั้น ภายหลังจากระยะฉับพลัน ระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะเบาๆทำให้จำนวนของเชื้อไวรัสอยู่ในระดับคงเดิม หรือเรียกว่า viral set point มีความหมายว่าเชื้อไวรัสมีจำนวนที่คงเดิมภายในร่างกายและก็จำนวนเซลล์ CD4 เริ่มมากขึ้นอีกรอบหนึ่ง แต่ว่าจะไม่สูงพอๆกับก่อนติดโรค
ระยะต่อมาเป็น ระยะสงบทางสถานพยาบาล (Clinical Latency Stage) เป็นระยะที่เชื้อไวรัสอยู่ภายในร่างกายโดยไม่มีการแสดงอาการอะไรก็แล้วแต่หรืออย่างยิ่งที่สุดเป็นมีลักษณะเพียงนิดหน่อย บางคราวเรียกเวลานี้ว่า ระยะติดโรคเรื้อรัง (chronic HIV infection) หรือ ระยะติดโรคโดยไม่มีอาการ (asymptomatic HIV infection) ในตอนนี้เชื้อไวรัสจะเพิ่มปริมาณมากยิ่งขึ้นในระดับที่ถือว่าต่ำ รวมทั้งชอบใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่ว่าสำหรับผู้ติดเชื้อโรคบางบุคคลบางทีอาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น
ระยะท้ายที่สุดเป็น ระยะโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS) เป็นระยะที่การได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้ปรับปรุงเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
ระบบภูมิต้านทานที่แข็งแรงมีจำนวนเซลล์ CD4 อยู่ระหว่าง 500 ถึง 1,600 ในตอนที่คนเจ็บโรคภูมิคุมกันบกพร่องมี CD4 ต่ำลงมากยิ่งกว่า 200 เมื่อถึงจุดนี้ระบบภูมิต้านทานได้ถูกทำลายอย่างหนักจนกระทั่งผู้เจ็บป่วยมีลักษณะอาการติดเชื้อโรคชุบมือเปิบ (opportunistic infections) ซึ่งมีต้นเหตุจากเชื้อโรคที่ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคในผู้ที่มีระบบระเบียบภูมิต้านทานที่แข็งแรง แต่ว่าจะมีผลให้กำเนิดโรคกับคนที่ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ แม้กระนั้นไม่ว่าผู้ติดเชื้อโรคมีจำนวน CD4 เท่าไรก็ตาม ถ้าเกิดมีลักษณะอาการติดโรคชุบมือเปิบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากยิ่งกว่านับว่าผุ้ติดเชื้อโรคนั้นเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ดูแลสุขภาพโรคเอดส์ Bim100 สาเหตุโรค HIV โทร 094 709 4444
ดูแลสุขภาพโรคเอดส์ Bim100 สาเหตุโรค HIV
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/311
โทร 089-071-8889 หรือ 094-709-44444 คุณ อานนท์
LINE ID : @Jumbolife หรือคลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ คืออะไร?
โรคเอดส์คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมายหลายโรค ที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้นั้นเอง
โรคเอดส์มีกี่สายพันธุ์
เชื้อไวรัสเอดส์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ดั้งเดิมคือ เอชไอวี 1 (HIV-1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่แพร่ระบาดอยู่ใน ยุโรป แอฟริกากลาง และสหรัฐอเมริกา ส่วนเอชไอวี 2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก
เนื่องจากเชื้อเอชไอวีนั้นมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ ในปัจจุบันได้ค้นพบว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแหล่งที่พบมากที่สุดคือ แอฟริกาซึ่งมีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อเอชไอวี เป็นระยะเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกคือ สายพันธุ์ซี โดยมีมากถึง 40% สำหรับพื้นที่พบคือ ทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน และพม่า ส่วนในประเทศไทยนั้น พบบ่อยคือ เชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์ เออี (A/E) หรือ (E) พบได้มากถึง 95% โดยการแพร่ระบาดนั้นเกิดจากการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มรักร่วมเพศ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเพื่อใช้เสพยาเสพติด
สำหรับสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเลยในประเทศไทยเลยคือ สายพันธุ์ซี แต่มีการพบสายพันธุ์ระหว่าง อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทยกับสายพันธุ์ซี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และเมื่อไม่นานมานี้ ได้ค้นพบเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เคยตรวจพบที่ใดในโลกมาก่อน เป็นการผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ อี และจี เรียกว่า เอ อี จี (AE/G)
การติดต่อของโรคเอดส์มี 3 ทางดังนี้
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น
2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อเอดส์พบได้ใน 2 กรณี คือ
2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติด หรือฉีดยาเข้าเส้น
2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมามาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปหาตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%
3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว แล้วเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด
bim100 กำจัดเซลล์ที่ติดเชื่อHIV ดูแลสุขภาพโรคเอสด์ โทร 094 709 4444
bim100 กำจัดเซลล์ที่ติดเชื่อHIV ดูแลสุขภาพโรคเอสด์
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/311
โทร 089-071-8889 หรือ 094-709-44444 คุณ อานนท์
LINE ID : @Jumbolife หรือคลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ คืออะไร?
โรคเอดส์คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมายหลายโรค ที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้นั้นเอง
โรคเอดส์มีกี่สายพันธุ์
เชื้อไวรัสเอดส์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ดั้งเดิมคือ เอชไอวี 1 (HIV-1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่แพร่ระบาดอยู่ใน ยุโรป แอฟริกากลาง และสหรัฐอเมริกา ส่วนเอชไอวี 2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก
เนื่องจากเชื้อเอชไอวีนั้นมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ ในปัจจุบันได้ค้นพบว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแหล่งที่พบมากที่สุดคือ แอฟริกาซึ่งมีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อเอชไอวี เป็นระยะเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกคือ สายพันธุ์ซี โดยมีมากถึง 40% สำหรับพื้นที่พบคือ ทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน และพม่า ส่วนในประเทศไทยนั้น พบบ่อยคือ เชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์ เออี (A/E) หรือ (E) พบได้มากถึง 95% โดยการแพร่ระบาดนั้นเกิดจากการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มรักร่วมเพศ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเพื่อใช้เสพยาเสพติด
สำหรับสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเลยในประเทศไทยเลยคือ สายพันธุ์ซี แต่มีการพบสายพันธุ์ระหว่าง อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทยกับสายพันธุ์ซี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และเมื่อไม่นานมานี้ ได้ค้นพบเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เคยตรวจพบที่ใดในโลกมาก่อน เป็นการผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ อี และจี เรียกว่า เอ อี จี (AE/G)
การติดต่อของโรคเอดส์มี 3 ทางดังนี้
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น
2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อเอดส์พบได้ใน 2 กรณี คือ
2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติด หรือฉีดยาเข้าเส้น
2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมามาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปหาตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%
3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว แล้วเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ปัญหาโรค HIV บิม100 ดูแลสุขภาพโรคเอดส์ โทร 094 709 44444
ปัญหาโรค HIV บิม100 ดูแลสุขภาพโรคเอดส์
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/311
โทร 089-071-8889 หรือ 094-709-44444 คุณ อานนท์
LINE ID : @Jumbolife หรือคลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ คืออะไร?
โรคเอดส์คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมายหลายโรค ที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้นั้นเอง
โรคเอดส์มีกี่สายพันธุ์
เชื้อไวรัสเอดส์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ดั้งเดิมคือ เอชไอวี 1 (HIV-1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่แพร่ระบาดอยู่ใน ยุโรป แอฟริกากลาง และสหรัฐอเมริกา ส่วนเอชไอวี 2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก
เนื่องจากเชื้อเอชไอวีนั้นมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ ในปัจจุบันได้ค้นพบว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแหล่งที่พบมากที่สุดคือ แอฟริกาซึ่งมีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อเอชไอวี เป็นระยะเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกคือ สายพันธุ์ซี โดยมีมากถึง 40% สำหรับพื้นที่พบคือ ทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน และพม่า ส่วนในประเทศไทยนั้น พบบ่อยคือ เชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์ เออี (A/E) หรือ (E) พบได้มากถึง 95% โดยการแพร่ระบาดนั้นเกิดจากการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มรักร่วมเพศ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเพื่อใช้เสพยาเสพติด
สำหรับสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเลยในประเทศไทยเลยคือ สายพันธุ์ซี แต่มีการพบสายพันธุ์ระหว่าง อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทยกับสายพันธุ์ซี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และเมื่อไม่นานมานี้ ได้ค้นพบเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เคยตรวจพบที่ใดในโลกมาก่อน เป็นการผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ อี และจี เรียกว่า เอ อี จี (AE/G)
การติดต่อของโรคเอดส์มี 3 ทางดังนี้
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น
2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อเอดส์พบได้ใน 2 กรณี คือ
2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติด หรือฉีดยาเข้าเส้น
2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมามาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปหาตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%
3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว แล้วเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด
บิม100 แนวทางดูแลสุขภาพโรคเอดส์ โทร 094 709 4444
บิม100 แนวทางดูแลสุขภาพโรคเอดส์
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/311
โทร 089-071-8889 หรือ 094-709-44444 คุณ อานนท์
LINE ID : @Jumbolife หรือคลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ คืออะไร?
โรคเอดส์คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมายหลายโรค ที่เป็นเช่นนี้ เพราะระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้นั้นเอง
โรคเอดส์มีกี่สายพันธุ์
เชื้อไวรัสเอดส์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ดั้งเดิมคือ เอชไอวี 1 (HIV-1) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่แพร่ระบาดอยู่ใน ยุโรป แอฟริกากลาง และสหรัฐอเมริกา ส่วนเอชไอวี 2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก
เนื่องจากเชื้อเอชไอวีนั้นมีด้วยกันหลายสายพันธุ์ ในปัจจุบันได้ค้นพบว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแหล่งที่พบมากที่สุดคือ แอฟริกาซึ่งมีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เพราะถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อเอชไอวี เป็นระยะเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในโลกคือ สายพันธุ์ซี โดยมีมากถึง 40% สำหรับพื้นที่พบคือ ทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน และพม่า ส่วนในประเทศไทยนั้น พบบ่อยคือ เชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์ เออี (A/E) หรือ (E) พบได้มากถึง 95% โดยการแพร่ระบาดนั้นเกิดจากการมีความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มรักร่วมเพศ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเพื่อใช้เสพยาเสพติด
สำหรับสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเลยในประเทศไทยเลยคือ สายพันธุ์ซี แต่มีการพบสายพันธุ์ระหว่าง อี-ซี ที่เป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทยกับสายพันธุ์ซี ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และเมื่อไม่นานมานี้ ได้ค้นพบเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เคยตรวจพบที่ใดในโลกมาก่อน เป็นการผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ อี และจี เรียกว่า เอ อี จี (AE/G)
การติดต่อของโรคเอดส์มี 3 ทางดังนี้
1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น
2. การรับเชื้อทางเลือด
การติดเชื้อเอดส์พบได้ใน 2 กรณี คือ
2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติด หรือฉีดยาเข้าเส้น
2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมามาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปหาตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%
3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว แล้วเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






