jumbohealth.blogspot.com รวมบทความสาระดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อการมีสุขภาพที่ยืนยาวและแข็งแรง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bim1000 น้ำมังคุด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bim1000 น้ำมังคุด แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด อาการข้อเข่าเสื่อม
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด อาการข้อเข่าเสื่อม
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.bim100foryou.com/
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife หรือคลิกลิ้งค์ https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
เข่าเสื่อมจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน
อาการเข่าเสื่อม
เมื่อต้องเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง จะทำให้มีอาการเจ็บปวดและรู้สึกฝืดที่ข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ก็อาจทำให้เจ็บปวดและรู้สึกฝืดขัดที่ข้อเข้าได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ของเข่าเสื่อม ได้แก่
เมื่อต้องเคลื่อนไหวจะมีเสียงเสียงลั่นในข้อ
มีอาการกดเจ็บ
เข่าอ่อนแรงและเสียมวลกล้ามเนื้อ
ข้อเข่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เสียความยืดหยุ่น ข้อติดหรือขยับได้ยาก มักจะเกิดขึ้นเวลาเช้าหรือต้องนั่งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้
ผู้ที่มีอาการสำคัญของเข่าเสื่อม เช่น อาการเจ็บปวด ข้อเข่าฝืด รวมไปถึงอาการที่กล่าวไปข้างต้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษา เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อาการมีความรุนเแรงยิ่งขึ้น
สาเหตุของเข่าเสื่อม
สาเหตุของเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้
อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ที่อายุยังน้อยได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป
การบาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป แต่ในกรณีนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป
กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม
เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์
นอกจากนั้น ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องยกของหนักหรือแบกรับน้ำหนักมาก ๆ เป็นเวลาติดต่อกันยาวนาน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้มากขึ้น
ข้อเข่าเสื่อมพบในวัยใดบ้าง
โรคข้อเสื่อมมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอายุ โดยทั่วไปจะพบมากในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปและพบสูงถึงร้อยละ 60 ในกลุ่มที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามโรคข้อเสื่อมไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยหรือจากการสึกหรอตามธรรมชาติเสมอไป
โรคข้อเสื่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงในเซลล์และเนื้อกระดูกอ่อนข้อต่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนทำให้โครงสร้างและการทำงานของกระดูกอ่อนเสียไป ซึ่งติดตามด้วยกระบวนการซ่อมแซมกระดูกอ่อนและปรับแต่งกระดูก การลุกลามของอาการข้อเสื่อมจึงแตกต่างกันไป บางรายเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็วที่ข้อหนึ่ง แต่ข้ออื่นๆ กลับเป็นไปอย่างช้าๆ บางครั้งก็อาจจะดีขึ้นเอง นั่นคือ มีการซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิมทำให้อาการปวดลดลง
มีการศึกษาที่น่าสนใจ คือ เมื่อติดตามผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป ด้วยภาพรังสีพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วย โรคไม่ได้ลุกลามมากขึ้น ร้อยละ 10 มีภาพรังสีดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามภาพรังสีที่พบไม่ได้สัมพันธ์กับอาการแสดงของผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับแพทย์ที่จะพยากรณ์โรคหรืออธิบายการดำเนินโรค แต่ที่ทราบแน่ชัดคือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมลุกลามเร็ว ได้แก่ การบาดเจ็บบริเวณข้อ การบิดหมุนข้อหรือมีแรงกระทำซ้ำๆ ข้ออักเสบเกาต์ และความผิดปกติตามระบบประสาทกล้ามเนื้อ
วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ปัญหาน้ำวุ้นตาเสื่อม BIM100 ดูแลสุขภาพตาอักเสบ
ปัญหาน้ำวุ้นตาเสื่อม BIM100 ดูแลสุขภาพตาอักเสบ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/473
โทร. 094-709-4444 , 088-826-4444
ไลน์ : @jumbolife หรือคลื๊ก https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife
วุ้นตาเสื่อม
น้ำวุ้นลูกตาเสื่อม หรือ น้ำวุ้นลูกตาตกตะกอน (ภาษาอังกฤษ : Vitreous floaters, Eye floaters หรือ Floaters) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออย่างเข้าสู่วัยกลางคน ซึ่งจะทำให้มองเห็นเงาดำคล้ายหยากไย่ ยุง ลูกน้ำ หรือแมลง หรือเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ เส้น ๆ วง ๆ ลอยไปลอยมาในลูกตาข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง และเห็นได้ชัดในที่สว่าง โดยเฉพาะเวลาแหงนมองท้องที่สว่างใส มองไปที่ผนังสีขาว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยนึกว่ามีหยากไย่อยู่ข้างนอกลูกตา เมื่อพยายามขยี้ตาแต่เงาดำก็ไม่หายไป สร้างความรำคาญ แต่พอนาน ๆ เข้าก็รู้สึกชินไปเอง
หมายเหตุ : วุ้นตา หรือ น้ำวุ้นตา (Vitreous body หรือ Vitreous humor) เป็นส่วนประกอบของลูกตาที่อยู่ภายในช่องตาส่วนหลัง (อยู่ที่หน้าต่อจอประสาทตาและแนบติดกับผิวของจอประสาทตา) มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีตะกอน หนืด ๆ คล้ายเจลหรือไข่ขาว โดยมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักถึง 98-99% (ที่เหลือเป็นโปรตีน คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก ตลอดจนสารเกลือแร่ต่าง ๆ จึงทำวุ้นตามีลักษณะเป็นเจลใสหนืด ๆ)
ทั้งนี้วุ้นตาจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้แสงผ่าน ช่วยพยุงลูกตาให้คงรูปเป็นทรงกลม และเป็นแหล่งอาหารแก่แก้วตา จอประสาทตา และเนื้อเยื่อซีเลียรีบอดี้ (Ciliary body) เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นตาจะค่อย ๆ คลายความหนืดลง เมื่ออายุ 80 ปี มากกว่าครึ่งหนึ่งของวุ้นตาจะกลายเป็นน้ำใส ในผู้ป่วยสายตาสั้นวุ้นตาจะเริ่มเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป การเสื่อมของวุ้นตาจะทำให้บริเวณที่เคยยึดติดกับจอประสาทตาที่ค่อนข้างแน่นหลุดออกจนอาจนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาหลุดลอกได้
“วุ้นในลูกตาเสื่อม” เกิดได้ง่ายและอันตรายต่อการมองเห็น
โดยปกติแล้วภาวะวุ้นในลูกตาเสื่อมมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบว่าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นกับหนุ่มสาวคนทำงานออฟฟิศมากขึ้น จากพฤติกรรมการใช้หน้าจอมากเกินไป ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรทำความเข้าใจ เพื่อปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม
น้ำวุ้นตาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของลูกตา โดยจะอยู่ทางด้านหลังเนื้อเยื่อเลนส์ เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นลูกตาจะเกิดการเสื่อมและกลายเป็นน้ำบางส่วน มักเกิดกับผู้ที่มีอายุมาก 40 ปีหรือ 50 ปีขึ้นไป เว้นแต่ในบางบุคคลที่อาจเกิดภาวะเสื่อมก่อนอายุดังกล่าว ด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น การได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา การผ่าตัดที่กระทำภายในลูกตา หรือในคนที่สายตาสั้นซึ่งจะเกิดการเสื่อมของวุ้นลูกตาได้เร็วกว่าคนทั่วไป อาจเกิดตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีหรือ 20 กว่าปี ยิ่งสั้นมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
ปกติแล้วไม่ทราบแน่ชัดว่าวุ้นลูกตามีหน้าที่อะไร เมื่อเกิดการเสื่อมจึงไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากนัก แต่ถ้าหากเสื่อมมากวุ้นตาจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ส่วนที่ใสๆ เกิดเป็นฝ้า เมื่อมีแสงเข้ามาเยอะๆ จะเกิดเป็นเงาตกไปที่จอประสาทตา และเกิดเป็นจุดดำข้างใน หากวุ้นตากลายเป็นน้ำจุดดำจะลอยไปลอยมา และมักเห็นในที่ที่สว่างมากๆ หรือเมื่อมีแสงเข้ามาเยอะๆ จนทำให้เกิดเงาขึ้น แต่ในที่มืดจะมองไม่เห็นจุดดำที่ว่าเพราะไม่เกิดเงาที่จอประสาทตา บางครั้งอาจเกิดการดึงจอประสาทตา ทำให้เหมือนมีแสงแวบขึ้นมาคล้ายแฟลช และมักเห็นในที่มืด ปัญหาคืออาจทำให้เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตาได้ ทำให้น้ำที่เกิดจากการเสื่อมของวุ้นไหลผ่านเข้าไปทางรอยฉีกขาด ทำให้จอประสาทตาลอก และส่วนที่ลอกจะเกิดการมองไม่เห็น คนไข้จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบังตาไว้ และส่วนที่มองไม่เห็นนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
Bim100 น้ำมังคุด นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด HIV
อาหารเสริมดูแลสุขภาพ Bim100 น้ำมังคุด นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด HIV โรคเอดส์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.bim100foryou.com/
โทร 089-071-8889, 094-709-4444
Line ID : @jumbolife ((อย่าลืมใส่ @ ด้วยนะค่ะ))
หรือคลิกลิงค์ http://line.me/ti/p/%40jumbolife
โรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการรับเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า HIV ซึ่งเชื้อไวรัสประเภทนี้จะก่อให้ระบบภูมิต้านทานของผู้ติดโรคดำเนินการผิดพลาด ในขณะนี้ยังเป็นไปไม่ได้รักษาให้หายสนิท ทำเป็นเพียงแค่ ควบคุมอาการแล้วก็รักษาแบบประคับประคอง ก็เลยทำให้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง เป็นโรคที่ใครๆต่างกลัว ด้วยเหตุว่ารู้สึกว่าเป็นแล้วจำเป็นต้องเสียชีวิต แม้กระนั้นที่จริงแล้วมีแนวทางช่วยเหลือให้ผู้ติดเชื้อโรคสามารถมีชีวิตยืนยาวได้นานนับสิบปี วันนี้พวกเราก็เลยนำความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มาฝาก เพื่อที่พวกเราจะได้ทำความรู้จักโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างถ่องแท้ และก็คิดแผนป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างแม่นยำ
โรคเอดส์ เป็นยังไง?
โรคเอดส์เป็น ลักษณะโรคภูมิต้านทานผิดพลาด (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมไม่วโนเดฟีเชียนซีเชื้อไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือเรียกกล้วยๆว่า เชื้อเอชไอวี (HIV) เมื่อเชื้อเอชไอวีไปสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งปฏิบัติภารกิจกำจัดสิ่งปลอมปนหรือเชื้อโรคที่ไปสู่ร่างกาย
เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยทำให้ผู้เจ็บป่วยมีภูมิต้านทานลดน้อยลง จนถึงท้ายที่สุดร่างกายไม่มีสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่ไปสู่ร่างกายได้ ก็เลยทำให้คนไข้ที่ติดเชื้อโรคเอชไอวีนั้นสามารถติดโรคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งการทำให้เป็นโรคติดเชื้อโรคอื่นๆตามมา อาทิเช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เชื้อรา ฯลฯ โดยส่วนมากคนเจ็บโรคเอดส์มักเสียชีวิตจากโรคแทรกต่างๆ
เชื้อเอชไอวีสามารถแพร่ไปได้โดย ;
-เซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัย (เซ็กซ์โดยไม่ใช้ถุงยาง)
-ใช้เข็มฉีดยา วัสดุอุปกรณ์ฉีดยา รวมทั้งเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆสำหรับเพื่อการฉีดยาด้วยกัน
-การเจาะและก็สักร่างกายที่เครื่องใช้ไม้สอยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
-จากแม่ที่ติดเชื้อโรคสู่ลูกในขณะท้อง ในระหว่างคลอด แล้วก็โดยผ่านทางทะเลนมแม่
-การถ่ายเลือด รวมทั้ง/หรือสินค้าจากเลือดในบางประเทศ, ในประเทศออสเตรเลีย-การ-ถ่ายเลือดรวมทั้งสินค้าจากเลือดมีความปลอดภัย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


