แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รักใครให้ หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โทร 09...





รักใครให้ หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง

รายละเอียดเพิ่มเติม   http://www.Linhzhiminkorea.com

โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404

Line ID : @jumbolife


โรคไขมันในเลือดสูงมีอาการอย่างไร?

อาการจากโรคไขมันในเลือดสูงได้แก่

ผู้ป่วยภาวะ Familial cholesterolemia (FM) ที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกิดบนโคร โมโซมทั้ง 2 แท่ง (Homozygous FM) จะมีระดับคอเลสเทอรอลสูงมากกว่า 500 mg/dl ขึ้นไปตั้งแต่แรกเกิด และตรวจพบก้อนไขมันที่เกิดจากคอเลสเตอรอลสะสมขนาดเล็กๆสีเหลืองอยู่ตามผิวหนังและเส้นเอ็น (เรียกว่า Xanthoma) โดยมักพบที่เส้นเอ็นที่ข้อเท้า เส้นเอ็นข้อนิ้วมือ ตามข้อศอก ข้อเข่า และบริเวณก้น บริเวณเปลือกตาก็อาจมีไขมันไปสะสมเช่นกัน ซึ่งจะเห็นเป็นแผ่นสีเหลืองๆเรียกว่า Xanthelasma และเกิดหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัว (Atherosclero sis) ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและเกิดอาการของหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ไม่ได้กินยารักษาส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 20 ปี

ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกิดบนโครโมโซมเพียงแท่งเดียว (Heterozy gous FM) จะมีระดับคอเลสเทอรอลประมาณ 200 - 400 mg/dl ตั้งแต่แรกเกิด แต่จะตรวจพบก้อนไขมันและมีอาการของหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจ) เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปแล้ว โดยประมาณ 50% ของผู้ป่วย Heterozygous FM จะมีโรคหัวใจขาดเลือดก่อนอายุ 60 ปี พ่อหรือแม่ของผู้ป่วยและประมาณครึ่งหนึ่งของพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็น Heterozygous FM จะเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน

ผู้ป่วยที่เป็น Familial defective apoB-100 (FDB) จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย Heterozy gous FM

ผู้ป่วยที่มีภาะ Autosomal recessive hypercholesterolemia (ARH) จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย Homozygous FM หรือ Heterozygous FM

ผู้ป่วยที่เป็น Sitosterolemia จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย FM ร่วมกับมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเป็นครั้งคราว (มีภาวะซีดและม้ามโตร่วมด้วย)



ผู้ป่วยที่เป็น Polygenic hypercholesterolemia จะมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่สูงเท่าผู้ป่วยกลุ่มข้างต้น และจะไม่พบก้อนไขมันขนาดเล็กๆ การซักประวัติคนในครอบครัวจะช่วยแยกโรคจากผู้ป่วยที่เป็น FM และ FDB ได้ ดังที่กล่าวตามข้างต้น ประมาณครึ่ง หนึ่งของคนในครอบครัวของผู้ป่วย FM และ FDB จะเป็นโรคนี้ด้วย แต่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีจำนวนคนในครอบครัวที่มีระดับไขมันสูงด้วยน้อยกว่า 10%

ผู้ป่วยที่เป็น Familial chylomicronemia syndrome จะวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้มากกว่า 1,000 mg/dl ตั้งแต่วัยเด็ก ระดับคอเลสเทอรอลสูงปานกลาง น้ำเลือด (Serum) ของผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสีออกขาวขุ่น และถ้าตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสประมาณ 2 - 3 ชั่วโมงจะเห็นชั้นที่แยกตัวเป็นครีมไขมันสีขาวชัดเจน การที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากเช่นนี้จะทำให้มีตับอักเสบเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องเป็นๆหายๆจากตับอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก ไม่พบก้อนไขมันชนิดที่เรียกว่า Xanthoma แต่จะพบตุ่มนูนเล็กๆของไขมัน สีขาวๆเหลืองๆ ซึ่งเรียกว่า Eruptive xanthoma แทน ซึ่งจะพบบริเวณแผ่นหลัง บริเวณก้น แขน และขา ตุ่มนูนชนิดนี้อาจมีอาการคันได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีตับ ม้าม โต ซึ่งเกิดจากการที่กลุ่มไขมันชนิด Chylomicron เข้าไปสะสมอยู่ที่ตับและม้าม ผู้ป่วยโรคนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุยังน้อย

ผู้ป่วยที่เป็น Familial dysbetalipoproteinemia (FDBL) จะปรากฏก้อนไขมัน Xanthoma เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เส้นลายมือจะมีสีออกเหลืองส้มเนื่องจากมีไขมันไปสะสม ผู้ป่วยจะมีระดับคอเลสเทอรอลสูง แต่ถ้าวัดระดับของกลุ่มไขมัน LDL จะต่ำกว่าปกติ ระดับกลุ่มไขมัน HDL จะปกติ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุยังน้อย

ผู้ป่วยที่เป็น Familial hypertriglyceridemia (FHTL) ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ใน ช่วง 250 - 1,000 mg/dl ระดับคอเลสเทอรอลขึ้นสูงไม่เกิน 250 mg/dl ระดับกลุ่มไขมัน HDL ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย และระดับกลุ่มไขมัน LDL ที่ค่อนข้างปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีก้อนไขมัน Eruptive xanthoma และ Xanthoma ปรากฏให้เห็น ผู้ป่วยโรคนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

ผู้ป่วยที่เป็น Familial combined hyperlidemia (FCHL) จะมีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในช่วง 200 - 800 mg/dl ระดับคอเลสเทอรอลอยู่ในช่วง 200 - 400 mg/dl ระดับกลุ่มไขมัน HDL ต่ำกว่าปกติ และระดับกลุ่มไขมัน LDL หรือ VLDL สูงกว่าปกติ ผู้ป่วยจะไม่มีก้อนไขมัน Eruptive xanthoma และ xanthoma ปรากฏให้เห็น ประมาณ 20% ของผู้ป่วยโรคนี้จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดที่อายุน้อยกว่า 60 ปี

แพทย์วินิจฉัยโรคไขมันในเลือดสูงได้อย่างไร?

ตามแนวทางของผู้เชี่ยวชาญของกลุ่ม Adult Treatment Panel (ATP) และ National Cholesterol Education Program (NCEP) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปควรเจาะเลือดตรวจหาระดับไขมันในเลือดคือ คอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ไขมัน LDL และไขมัน HDL โดยเจาะเมื่องดอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

หลังจากได้ค่าไขมันชนิดต่างๆแล้วพบว่ามีความผิดปกติ อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากมีโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติอยู่หรือไม่เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไทรอยด์ฮอร์ โมนต่ำ (ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน) เป็นต้น


วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไคร้เครือ สมุนไพรอันตราย ทำลายไตและทำให้เป็นมะเร็ง

ไคร้เครือ สมุนไพรอันตราย ทำลายไตและทำให้เป็นมะเร็ง



เมื่อราว 20ปีก่อน เกิดเหตุหญิงชาวเบลเยี่ยมจำนวนหนึ่งเกิดไตวายขึ้น จากการสืบสวนโรคพบว่าหญิงเหล่านั้นได้รับยาสมุนไพรลดน้ำหนักมา เมื่อสืบกลับไปจึงพบว่ายาสมุนไพรเหล่านั้นทำมาจากพืชในตระกูล Aristolochia และเมื่อทำการวิเคราะห์หาสารภายใน ก็พบว่ายาสมุนไพรกลุ่มนี้มีกรดที่เรียกว่า Aristolochic acid ซึ่งทำให้เกิดภาวะไตอักเสบและนำไปสู่ไตวาย นอกจากนั้นสารนี้ยังสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งในทางเดินปัสสาวะได้

ยากลุ่มนี้ถูกผสมอยู่ในตำรับยาจีนหลายชนิด บางครั้งเกิดการสลับด้วยความเข้าใจผิดจากการสะกดชื่อที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ไตวายจากสมุนไพรจีน” (การที่ไต้หวันมีผู้ป่วยไตวายจำนวนมาก เชื่อกันว่าเกิดจากการมีสมุนไพรชนิดนี้แทรกอยู่ในตำรับยา )
และภาวะที่เรียกว่า “ไตวายคาบสมุทรบัลข่าน” (จากการมีเมล็ดของ Aristolochia Clementis ติดเข้าไปในกระบวนการเก็บเกี่ยวข้าวนำไปทำขนมปัง

ในไทย เคยมีการถอดสมุนไพรในตระกูลนี้ออกไปจากตำรับยาไทย ได้แก่สมุนไพรที่ชื่อว่า ไคร้เครือ ไคร้เครือเป็นรากไม้ของพืชในกลุ่ม Aristolochia  ทั้งนี้ในสมัยก่อนเป็นที่สับสนกัน เนื่องจากรูป ไคร้เครือ ที่สั่งห้ามจะถูกผู้ขายบอกว่าเป็นคนละรูปกับที่ประชาสัมพันธ์ห้าม เคยมีงานวิจัยที่สำรวจย้อนทางกลับไปว่า ไคร้เครือ ที่ขายในร้านขายยามีที่มา อย่างไร ซึ่งพบว่า ไคร้เครือ ในไทย ทำมาจากรากของต้น กระเช้าผีมด Aristolochia tagala cham และ หนอนตาย Aristolochia pierrei Lecomte

ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกินยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ไป และสมุนไพรที่มีส่วนประกอบจากพืชทุกชนิดที่อยู่ในตระกูล Aristolochia

พืชในตระกูลนี้ มีจุดเด่นที่มีส่วนของดอกที่รูปร่างคล้ายกระเปาะของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง แต่ต่างกันตรงที่มันไม่มีฝาปิด และไม่สามารถกินแมลงได้ nederlandsegokken.nl พืชกลุ่มนี้หลายชนิดจะมีชื่อว่า “กระเช้า” นำหน้า เช่น กระเช้าถุงทอง กระเช้าสีดา

ขอบคุณที่มาจาก : สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย





OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โรคเอสแอลอี SLE  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

http://www.jumbolifeshop.com/category/8/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1-operation-bim

 







สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 
โทร 089-071-8889 อานนท์


ข่าวเด็ด7สี วิจัยBIMต้านมะเร็ง



งานวิจัยBIMต้านมะเร็ง




วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยไทยเจ๋ง! สกัดสารมังคุดทั้งลูก เพิ่มเม็ดเลือดขาว “ต้าน-กำจัด” มะเร็ง


นักวิจัยไทยเจ๋ง! สกัดสารมังคุดทั้งลูก
เพิ่มเม็ดเลือดขาว “ต้าน-กำจัด” มะเร็ง



ราชินีผลไม้ไทย “มังคุด” มีคุณประโยชน์ให้ทึ่งอีก หลังนักวิจัยค้นพบสูตรสารธรรมชาติช่วยต้านมะเร็งจากมังคุดทั้งลูก ระบุชัดผลทดลองในห้องแล็บ สารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Th1 และ Th17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ แถมน้ำยังสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Treg ที่ช่วยจัดระเบียบให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสมดุล ขณะที่ผลทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย พบว่าคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเป็นผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บมจ.เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ ร่วมกับ ม.เชียงใหม่



โดยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บ.เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จก.(มหาชน) ร่วมกับ ม.เชียงใหม่ แถลงข่าวที่ รร.สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ เปิดตัวผลงานวิจัย “สูตรสารธรรมชาติ ต้านมะเร็งจากมังคุด” หวังเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจากหลากหลายปัจจัย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่
ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา” หน.ศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย ในฐานะ กก.ผจก.บมจ.เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ เผยว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นการต่อยอดนำเอาคุณประโยชน์ของสารสกัด GM-1 ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะราคาแพง ลดการอักเสบได้เป็น 3 เท่าของแอสไพริน มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอี และสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้จากเปลือกมังคุดมาพัฒนาเป็นสูตรสารธรรมชาติ (Balancing Immunity-BIM) ที่ผสมรวมกับสารสกัดจากฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก จนได้อาหารเสริมชนิดดีที่ช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สมดุล โดยมีผลช่วยเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิด Th1 ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดเซลล์มะเร็ง เชื้อรา แบคทีเรีย รวมถึงไวรัส และเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 ที่ทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ


ศ.ดร.พิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วโลก เพียรพยายามเพาะเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 เพื่อนำไปใช้ในการรักษามะเร็งมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ยังไม่สบความสำเร็จอย่างแน่นอนและปลอดภัย โดยสามารถทำให้ผู้ป่วยในต่างประเทศ หายจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้จริง 2 ใน 3 ราย อีก 1 รายที่เหลือแค่มีอาการดีขึ้น ทว่า ในอีกหลายกรณีเกิดผลข้างเคียงจนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ป่วย
“แต่นักวิทยาศาสตร์ไทยกลับวิจัยทดลองจนประสพผลสำเร็จ ในการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Th17 ขึ้นในร่างกาย โดยใช้สารสกัดจากมังคุดและธัญพืชของไทยอย่างปลอดภัย เพราะผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรือ อ.ย.แล้ว เพียงแต่ต้องทานควบคู่ไปกับน้ำมังคุดเข้มข้น 80% ที่สกัดจากเนื้อและเมล็ด ซึ่งมีสารไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด Treg เพิ่มขึ้น เพื่อไปคานการเพิ่มเม็ดเลือดขาวชนิด Th1 และ Th17 ให้อยู่ในระดับสมดุลพอดี ไม่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเองหรือเป็นโรคภูมิแพ้” หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บมจ.เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ ระบุ

ที่มา:นสพ.บ้านเมือง วันที่ 9/08/2555

 
 
OPERATION BIM ปฏิบัติการภูมิคุ้มกันบำบัด ดูแลปัญหาจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง SLE สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ กระเพาะอักเสบ กรดไหลย้อน ไมเกรน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ สิวเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และมะเร็ง เป็นต้น


วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โรคกรดไหลย้อน ภัยร้ายสำหรับคนยุคใหม่







โรคกรดไหลย้อน ภัยร้ายสำหรับคนยุคใหม่

โรคกรดไหลย้อน หมายถึงภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก
...อาการของกรดไหลย้อน...
อาการทางหลอดอาหาร
• อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได
• รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
• กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
• เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
• มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
อาการทางกล่องเสียง และปอด
• เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
ไอเรื้อรัง
• ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน
• กระแอมไอบ่อย
• อาการหอบหืดแย่ลง
เจ็บหน้าอก
• เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆหายๆ


แนะนำการรักษากรดไหลย้อน



1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม
2. นิสัยส่วนตัว
ถ้าเป็นไปได้ ควรพยายามลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
3.นิสัยในการรับประทาน
- หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัว
-หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- พยายามรับประทานอาหารที่มีขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น
- รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ (แม้จะเป็นกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนก็ตาม) ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น
4.นิสัยในการนอน
ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6 - 10 นิ้วจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น





OPERATION BIM ปฏิบัติการภูมิคุ้มกันบำบัด ดูแลปัญหาจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง SLE สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ กระเพาะอักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และมะเร็ง เป็นต้น