jumbohealth.blogspot.com รวมบทความสาระดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อการมีสุขภาพที่ยืนยาวและแข็งแรง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรช่วยโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรช่วยโรค แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
BIM100น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง โทร 089 071 8889
BIM100น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
มะเร็งคืออะไร
มะเร็ง (Cancer) คือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายของเรามีการแบ่งตัวและเจริญขึ้นโดยรวดเร็วอย่างผิดปกติในสารพันธุกรรม (DNA) โดยเริ่มจากเป็นเซลล์เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา นานวันเข้าเซลล์นั้นก็จะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงทำให้เซลล์ในก้อนเนื้อนั้นตาย จนกลายเป็นก้อนเนื้องอกร้ายที่ไปเบียดบังทั้งส่วนที่เกิดและส่วนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง จากนั้นก็จะค่อยๆ กระจายไปในส่วนอื่นๆ ของร่างกายโดยผ่านระบบกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองของเราเป็นตัวนำเชื้อไป
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นนั้นเกิดได้จากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน คือ
1. ปัจจัยภายนอก
– ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักเกิดในคนที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางน้ำลายในการรับประทานอาหารร่วมกัน
– การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ชอบรับประทานอาหารแบบดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
– ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
– ผู้ได้รับรังสีอัลตราไวโลเลตจากแสงแดดเป็นเวลานาน
– ผู้ที่เคยผ่านการฉายรังสีเอกซเรย์
– สารอะฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะในพวกพริกแห้ง ถั่ว ฯลฯ
– สารก่อมะเร็งในอาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะเนื้อที่ย่างหรือปิ้งจนไหม้เกรียม หรือเนื้อที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆ ทุกวัน
– สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการถนอมอาหารอย่างไนโตรซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาใช้เป็นสีผสมอาหาร
2. ปัจจัยภายใน
– เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น เด็กพิการแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม
– ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น พวกวิตามินเอ หรือซี ฯลฯ
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน นั่นหมายความว่าเราสามารถป้องกันการก่อเกิดโรคมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและระเบียบวินัยการเลือกปฏิบัติของเราเป็นหลัก รวมทั้งความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
อาการของโรคมะเร็ง
– สำหรับในช่วงแรกของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นในร่างกายนั้นเรียกได้ว่าแทบไม่มีอาการอะไรส่อเค้า หรือบอกให้ผู้ป่วยทราบได้เลยว่ากำลังเผชิญกับโรคมะเร็งนี้อยู่ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวก็สายเกินแก้
– เมื่อเป็นประสักระยะหนึ่งหรือหลายปี ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็ว ผอมซูบ น้ำหนักลด ร่างกายเริ่มดูทรุดโทรมลง ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม
– และเมื่ออยู่ในระยะที่มะเร็งเริ่มลุกลามมากขึ้นก็จะเริ่มปรากฏอาการอย่างชัดเจนในระยะนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเป็นอย่างมากตามจุดต่างๆ ที่เกิดมะเร็งขึ้น ทั้งนี้จะมีอาการมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโรคมะเร็งที่เป็นว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ประเภทไหน และการกระจายของเซลล์มะเร็งภายในนั้นไปเบียดบังอวัยวะส่วนใดบ้าง ณ ขณะนั้น
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคมะเร็ง โทร 094 709 4444
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคมะเร็ง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 094-709-4444 , 089-071-8889,
094-435-0404 , 088-826-4444
ไลน์: @jumbolife
โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งมีมลภาวะจากการพัฒนาประเทศ และประชาชนขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพตนเอง ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่เลือก เหล่าเป็นสาเหตุให้มะเร็งเพิ่มขึ้น
โรคมะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้หากสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มเป็น เนื้อหาที่นำเสนอจะเป็นแนวทางการตรวจและวินิจฉัย พร้อมทั้งแผนการรักษา ท่านผู้อ่านควรทำความเข้าใจ และนำความรู้ที่ได้ปรึกษาแพทย์ของท่านเกี่ยวกับวิธีรักษาของมะเร็งแต่ละชนิด
โรคมะเร็งคืออะไร
ร่างกายเราประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆระบบทำงานร่วมกันเป็นร่างกายของคนเรา เซลล์ต่างๆจะมีอายุเมื่อตายก็จะมีเซลล์ใหม่เจริญทดแทนเซลล์เก่า
เซลล์ที่สร้างใหม่ไม่หยุดเราเรียกเนื้องอกซึ่งแบ่งเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือทางการแพทย์เรียก Benign tumor ส่วนมะเร็งที่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆเรียกมะเร็ง
ชนิดของมะเร็ง
ชนิดของมะเร็งจะแบ่งตามชนิดของเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิด เช่น
carcinomas เซลล์ต้นกำเนิดเกิดเซลล์บุผิว (epithelium)มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 85
Sarcomas เป็นมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อผูกพัน(connective tissue) เช่นกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน
leukemia/lymphoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือด
มะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งสมอง
คนเราเป็นโรคมะเร็งชนิดไหนมาก
ผู้ชายเราพบมะเร็ง
มะเร็งปอด 19%
มะเร็งต่อมลูกหมาก 17 %
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 14 %
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 7 %
ผู้หญิง
มะเร็งเต้านม 29%
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 12%
มะเร็งปอด 11%
มะเร็งรังไข่ 5%
วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560
หลินจือมิน สมุนไพรดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน ความดัน โทร 097 709 4444
หลินจือมิน สมุนไพรดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน ความดัน
สอบถามรายละเอียด
http://www.Linhzhimin2U.com
โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolifeshop
https://www.facebook.com/LINHZHIMIN2U
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่พึ่งอินซูลินและประเภทที่ไม่พึ่งอินซูลิน โดยชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือ ประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ไม่พึ่งอินซูลิน ซึ่งมีความรุนแรงน้อย และมักพบในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจจะพบในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาวได้ โดยประเภทนี้ตับอ่อนจะสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ก็สร้างได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องได้รับอินซูลินบ้างเป็นครั้งคราว ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะสังเกตได้ดังนี้ค่ะ
ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำบ่อยขึ้น
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าพักหลัง ๆ คุณลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน และกระหายน้ำมากกว่าเดิม ขอบอกเลยว่านั่นเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานค่ะ นั่นก็เป็นเพราะร่างกายจะต้องขับปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติออก มาทางปัสสาวะ และร่างกายก็ต้องการน้ำเพื่อทดแทนของเหลวที่ขับออกไปพร้อมกับน้ำตาล แต่ก็จะเป็นเฉพาะเวลาที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น หากสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้ปกติได้ อาการเหล่านี้ก็จะเบาบางลงค่ะ
น้ำหนักลด
การที่น้ำหนักลดผิดปกติไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยค่ะ เพราะนั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดได้ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้น้ำหนักดิ่งลงอย่างรวดเร็วประมาณ 5-10 กิโลกรัม ภายในเวลา 2-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ผลดีกับร่างกายเลยค่ะ
หิวบ่อย กินจุบจิบ
ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ คุณกลายเป็นคนชอบกินจุบจิบหรือหิวบ่อยแบบไม่มีสาเหตุละก็ สันนิฐานได้เลยค่ะว่า คุณอาจจะกำลังเป็นโรคเบาหวาน เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ร่างกายก็จะต้องการอาหารเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และจะส่งสัญญาณออกมาเป็นความรู้สึกหิวนั่นเอง แต่ถ้าอยากให้แน่ใจว่าป่วยเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ควรไปตรวจจะดีกว่าค่ะ
บาดแผลหายช้า
หากบาดแผลที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อ แผลถูกของมีคมบาด หรือแม้แต่รอยฟกช้ำนั้นหายได้ช้านั่นเป็นสัญญาณที่เห็นได้ชัดว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคเบาหวานค่ะ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินกว่าปกติของผู้ป่วยเบาหวานจะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด โดยจะไปสร้างความเสียหายในหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่มีบาดแผลได้น้อย หากไม่ระมัดระวังหรือรักษาความสะอาดให้ดี ก็อาจจะกลายเป็นแผลติดเชื้อ และเกิดเนื้อตายได้ค่ะ
ติดเชื้อราง่าย
โรคเบาหวานเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง ทำให้ร่างกายจะไวต่อการติดเชื้อ และเชื้อราที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานพบบ่อยที่สุดก็คือเชื้อราแคนดิดา (Candida) เพราะส่วนใหญ่แล้วเชื้อราชนิดต่าง ๆ มักจะเติบโตได้ดีในสภาวะที่อุดมไปด้วยน้ำตาล โดยเฉพาะคุณผู้หญิงอาจติดเชื้อราแคนดิดาได้บ่อยในบริเวณช่องคลอด วิธีการรักษาก็คือ การใช้ยาฆ่าเชื้อและควบคุมระดับน้ำตาลค่ะ
อ่อนเพลีย อารมณ์ฉุนเฉียว
อาการอ่อนเพลียและอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องเจอเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดจะส่งผลกับทุกระบบการทำงานในร่างกาย แม้แต่กับภาวะทางอารมณ์ แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนมากไป เพราะเมื่อร่างกายขับน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะจนระดับน้ำตาลในเลือดเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น อาการอ่อนเพลียและอารมณ์ที่แปรปรวนก็จะหายไปค่ะ
รู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้า
อาการชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำตาลในเลือดได้เข้าไปทำลายระบบการทำ งานของประสาท มักจะเป็นอาการที่เกิดกับคนที่เป็นโรคเบาหวานและมีระดับน้ำตาลสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน วิธีการป้องกันก็คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และควรรับประทานวิตามินบีเพื่อบำรุงประสาทอีกด้วย
น้ำตาลในเลือดสูง
จริงอยู่ที่การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะสามารถระบุได้ชัดที่สุดว่าคุณกำลังเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ แต่เราก็ไม่สามารถเชื่อผลการตรวจเลือดในครั้งแรกได้ค่ะ เพราะการตรวจเลือดในครั้งแรก ระดับน้ำตาลที่สูงอาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารก็ได้ จึงควรได้รับการตรวจเลือดซ้ำ โดยงดอาหารและน้ำก่อนการตรวจเลือดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ราชาสมุนไพร เห็ดหลินจือแดง หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคภูมิแพ้ ไซนัส โทร 09...
ราชาสมุนไพร เห็ดหลินจือแดง หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคภูมิแพ้ ไซนัส
สอบถามรายละเอียด
http://www.Linhzhimin2U.com
โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolifeshop
https://www.facebook.com/LINHZHIMIN2U
โรคภูมิแพ้อากาศ
อยู่ดีๆ ก็ จาม มีน้ำมูกไหล ทั้งที่ไม่ได้มีอาการของคนเป็นไข้หวัด บางครั้งอากาศร้อนแสนร้อน ก็ยังมีน้ำมูกไหลได้ มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายกันแน่ อาการเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่กับเรานาน แต่ก็สามารถทำให้เรารู้สึกรำคาญ หงุดหงิดได้ อาการแบบนี้เรามักเรียกกันว่า อาการแพ้อากาศ หรือ โรคภูมิแพ้อากาศ
โรคภูมิแพ้อากาศ
โรคภูมิแพ้อากาศ หรือ โรคภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis) คือการมีปฎิกิริยาตอบสนองไวมากต่อสารก่อภูมิแพ้ เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย สารอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E/IgE) ก็จะทำปฎิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่หายใจเข้าไป ส่งผลให้เซลล์ภายในจมูกแตกตัวและหลั่งสารออกมา ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการอื่นของโรคตามมา เช่น จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เยื่อบุตาอักเสบ ไซนัสอักเสบ คออักเสบ สารก่อภูมิแพ้จมูกอาจเกิดจากเปลี่ยนแปลงของอากาศ ไม่ว่าจะอากาศร้อนหรืออากาศเย็น ความชื้นในอากาศ กลิ่นฉุน สิ่งระคายเคืองต่างๆ อย่าง ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ น้ำหอม ควันธูป เป็นต้น จากการสำรวจพบว่า โรคภูมิแพ้มักพบในเด็กและวัยรุ่นมากว่า 80 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยชาวไทยมักเป็นภูมิแพ้อากาศที่เกิดจากไรฝุ่น เป็นอันดับต้นๆ
โรคภูมิแพ้อาจเกิดจากพันธุกรรม ผู้ที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อากาศจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ง่ายในทายาทรุ่นต่อๆไป และเกิดจากาสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงสามารถช่วยลดอัตราการเป็นโรคนี้ได้เช่นกันคะ
โรคภูมิแพ้อากาศ อาจแบ่งได้ตามอาการได้ 4 ประเภท
มีอาการเด่นทางน้ำมูก คือมีน้ำมูกใส จาม คันจมูก
มีอาการคัดจมูกเป็นหลัก ไม่มีน้ำมูกหรือจาม
มีอาการทั้งมีน้ำมูกใสและคัดจมูก
มีอาการหลายๆอย่างเช่น ไอเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากมีเสมหะไหลลงคอ มีอาการคันหัวตา ปวดศีรษะเรื้อรัง นอนกรน ปากแห้ง สำหรับกลุ่มนี้ แพทย์จะต้องมีความชำนาญในการวิเคราะห์
เราสามารถรักษาโรคภูมิแพ้อากาศได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสารก่อภูมิแพ้ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงภาวะเครียดจะทำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการหนักขึ้น และหากมีอาการให้รีบพบแพทย์ทันที, การทานยาหรือพ่นยาทางจมูก เช่น ยาต้านฮีสตามิน (Antihistamine) ยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยดพ่นจมูก และการฉีดวัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายโดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ และค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายของผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น การรักษาด้วยวิธีนี้ต้องรักษาต่อเนื่องนานกว่า 3-5 ปี โดยแพทย์เฉพาะทาง นอกจากนี้การฉีดวัคซีนมักกระทำให้ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่หายหรือมีอาการแพ้ยา
สารภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยมักอยู่รอบๆตัวเราเอง อาทิ
ไรฝุ่น อาจเกิดจากมูลของไร หรือจากตัวไร เราควรจัดห้องให้โล่ง ไม่ควรมีพรม ตุ๊กตา หมั่นเปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าม่าน ผ้าห่ม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
สัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขน เพราะสัตว์เหล่านี้จะมีการผลัดขนอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าอยากจะเลี้ยงไม่ควรนำเข้ามาเลี้ยงในตัวบ้าน รักษาความสะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องกรองอากาศ
แมลงสาบ ฝุ่นทีเกิดจากซากที่ตายแล้วของแมลงสาบและมูลของแมลสาบ เป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหอบหืด มากกว่าสารที่มาจากตัวแมลสาบเองเสียอีก
เกสรพืช ไม่ควรนำดอกไม้สด ดอกไม้แห้งไว้ในบ้าน ควรปิดประตู หน้าต่างในช่วงที่มีการแพร่กระจายของเกสรดอกไม้มากๆ
อย่างก็ตามเมื่อเรารักษาอาการภูมิแพ้หายแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาเป็นได้ตลอดเวลา เนื่องการผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้หรือปัจจัยต่างที่ส่งเสริมให้เกิดภูมิแพ้ได้ง่ายและเร็วขึ้น อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้บ่อย อย่าง ไซนัสอักเสบ (เกิดจากเยื่อบุจมูกบวม รูเปิดไซนัสตีบตัน ทำให้เกิดการอักเสบในไซนัส) หูชั้นกลางอักเสบ(เนื่องจากมีทางเชื่อมต่อระหว่างโพรงหลังจมูกกับหูชั้นกลาง ถ้าเกิดมีอาการภูมิแพ้เรื้อรังอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหู) และนอนกรน การดูแลสุขภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นหนทางของการห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บได้ดีคะ
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
เห็ดหลินจือแดง ราชาสมุนไพร หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคมะเร็งปากมดลูก โทร 0...
เห็ดหลินจือแดง ราชาสมุนไพร หลินจือมิน สมุนไพรช่วยโรคมะเร็งปากมดลูก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.linhzhimin2u.com/
โทร. 094 709 4444
094 435 0404
088 826 4444
089 071 8889
Line : @jumbolife
มะเร็งปากมดลูกคืออะไร
มะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) คือ เซลล์ในร่างกายที่มีการแบ่งตัวขึ้นอย่างผิดปกติโดยไม่สามารถควบคุมได้ และจะขยายตัวใหญ่ขึ้นตามเวลา พร้อมทั้งเจริญลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ โดยไม่สามารถหายเองหรือรับประทานยา ต้องทำการผ่าตัดออกหรือฆ่าเชื้อมะเร็งเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นโรคที่ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งอีกด้วย (เกณฑ์เฉลี่ย 7 คน/วัน) แต่ทั้งนี้โรคมะเร็งปากมดลูกก็ถือเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดเป็นปกติได้ ซึ่งมะเร็งปากมดลูกนี้มักพบในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 35 – 60 ปี
มะเร็งปากมดลูก
สาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหูด (Human Papilloma Virus – HPV) ซึ่งติดต่อได้โดยทางเพศสัมพันธ์ โดยเมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายก็จะก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งใช้ระยะเวลาในการฟักตัวนาน 10 – 15 ปีเลยทีเดียว จึงทำให้ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่ากำลังเป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่ และสาเหตุที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การมีเพศสัมพันธุ์ตั้งแต่อายุน้อย, การมีคู่นอนหลายคน (ทั้งตัวผู้หญิงเองและฝ่ายชาย), การคลอดบุตรหลายคน, กรรมพันธุ์, ขาดสารอาหารบางอย่าง, การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ รวมถึงร่างกายอ่อนแอมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งสิ้น
อาการของมะเร็งปากมดลูก
– มีเลือดออกทางช่องคลอดแบบกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือนในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากที่สุดถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ในผู้หญิงเลยทีเดียว
– มีตกขาวมากผิดปกติแบบมูกเลือด และกลิ่นเหม็นมาก
– มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์
– อาจปวดหลังหากก้อนเนื้อลุกลามไปยังอุ้งเชิงกรานแล้วกดทับเส้นประสาท
– หากลุกลามไปยังร่างกายส่วนต่างๆ ก็จะเกิดการปวดก้นกบ ขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด หรือขาบวม ฯลฯ
วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูก
– รักษาโดยวิธีการผ่าตัด ซึ่งวิธีนี้อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นหลังผ่าตัด คือ อาจมีการติดเชื้อ หรือตกเลือด เป็นต้น
– รักษาโดยการฉายแสง วิธีนี้มีผลข้างเคียงคือ จะรู้สึกอ่อนเพลียมาก ผิวหนังแห้งไม่ชุ่มชื้น และอาจมีปัสสาวะปนเลือดออกมา
– รักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด ก็มียาอยู่หลายตัวให้ได้เลือกตามความสะดวก เพราะราคาก็แพงตามเกรดของยา ซึ่งส่งผลให้เกิดการอ่อนเพลีย ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และมือ-เท้าชาได้ (ขึ้นกับตัวยาเคมีที่ใช้)
วิธีดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก
– ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ครบทุก 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง
– หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแบบไม่หักโหม เช่น การเดิน หรือแกว่งแขน เป็นต้น
– ให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยมากๆ ไม่ให้เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป
– เมื่อพบอาการผิดปกติใดๆ ต้องรีบบอกแพทย์ผู้รักษาทันที
ซึ่งในปัจจุบันนี้มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแล้ว โดยเด็กและผู้หญิงที่อายุไม่เกิน 26 ปี และยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็สามารถฉีดวัคซีนนี้ได้เลยโดยไม่ต้องตรวจแปปสเมียร์ (โดยเฉพาะอายุ 9 – 26 ปี จะได้ผลมากที่สุด) แต่หากเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วก็ต้องตรวจแปปสเมียร์ก่อนรับวัคซีน
วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคข้อเสื่อม โทร 094 709 4444
BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคข้อเสื่อม
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/33
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) เป็นโรคที่มีกระบวนการเกิดพยาธิสภาพของข้อโดยไม่มีอาการอักเสบเป็นลักษณะของการสึกหรอร่วมกับความพยายามของร่างกายที่จะซ่อมแซมความสึกหรอที่เกิดขึ้น แต่อัตราการซ่อมแซมไม่ทันต่ออัตราการสึกหรอ เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพของข้อเข่าทำให้ไม่สามารถทำงานได้ดีดัง เดิม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งร่างกายมีความเสื่อมตามอายุขัยอยู่แล้ว การเสื่อมของข้อเข่ายิ่งมีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุที่ เป็นโรคนี้
ข้อเข่าเป็นข้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ข้อเข่าประกอบด้วยกระดูก 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คือ กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) ส่วนปลายบนที่แบนกว้าง ส่วนที่ 2 คือ กระดูกต้นขา (Femur) ส่วนปลายล่างที่เป็นส่วนต่อ และส่วนที่ 3 กระดูกสะบ้าที่รวมเป็นข้อเข่า ผิวสัมผัสบริเวณผิวหน้าของกระดูกต้นขาจะเป็นข้อสะบ้า (Patellofemeral) ช่วงระหว่างปลายกระดูกหน้าแข้ง และปลายกระดูกต้นขาจะมีกระดูกอ่อนหุ้ม เรียกว่า กระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) มีลักษณะมันเรียบ ลื่น และสีขาวใส ทำหน้าที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว รับ และถ่ายทอดน้ำหนักจากปลายกระดูกข้อหนึ่งไปยังอีกกระดูกหนึ่ง
ข้อเข่าเป็นข้อที่อยู่ตรงกลางของขา ต้องรับน้ำหนักมาก มีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบบานพับ (Hinge joint) ร่วมกับการบิดหมุน (Rotation) ภายในข้อขณะที่มีการเหยียด (Extension) ของข้อเข่าจากการทำงานของกล้ามเนื้อควอทไดรเซ็บส์ (Quadriceps) และเนื่องจากการเคลื่อนไหวของข้อเข่าในลักษณะดังกล่าวจึงทำให้เกิดการเสื่อม และอักเสบได้ง่าย
โรคข้อเข่าเสื่อม
ลักษณะการเกิดโรคของข้อเข่าเสื่อมจะเกิดบริเวณผิวกระดูกอ่อนของข้อเป็นหลัก ในระยะแรกมักเกิดบางส่วนของกระดูกอ่อน โดยเฉพาะจุดที่รับน้ำหนักมากที่สุด การเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนเกิดจากหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัวที่มากเกินไป กระดูกอ่อนถูกกดหรือถูกใช้งานมากเกินไป ทำให้กระดูกอ่อนเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นสีเหลือง และสีน้ำตาลขุ่น ผิวไม่เรียบและนิ่ม กระดูกอ่อนอาจหลุดร่อนออกจนเห็นเนื้อกระดูกใต้กระดูกอ่อน นอกจากนี้ ถ้ามีเศษกระดูกอ่อนหลุดออกมาในสารน้ำหล่อข้อจะทำให้ผิวข้อ (Synovial membrane) เกิดการอักเสบขึ้นได้ และใต้บริเวณกระดูกอ่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีการสร้างกระดูกใหม่เกิดขึ้น และมีเดือยกระดูก (Osteophyte) เกิดขึ้นที่ขอบของข้อ ซึ่งเกิดจากความพยายามของร่างกายในการซ่อมแซมเกิดถุงน้ำซึ่งเกิดจากน้ำหล่อ เลี้ยงข้อ (Synovial fluid) ที่จำนวนมากขึ้นจากการอักเสบที่เกิดขึ้นบนชั้นของกระดูกอ่อนใต้ผิวข้อ ต่อมาเมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมมากขึ้นจะมีการทำลายไปถึงกระดูกแข็งที่อยู่ใต้ กระดูกอ่อน การอักเสบของผิวข้อ (Synovial membrane) ดังกล่าวจะเกิดในระยะที่โรคเป็นมากแล้วและมีการหดรั้ง (Contracture) เกิดขึ้นร่วมด้วยทำให้เกิดความพิการของข้อได้นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยน แปลงที่ส่วนอื่นของข้อได้อีก ไม่ว่าจะเป็นแคปซูลที่หุ้มข้อหนาขึ้นโดยเฉพาะในรายที่โรคดำเนินไปมาก กระดูกอ่อนผิวข้อหลุดร่อนหายไปหมด เหลือแต่กระดูกที่มีลักษณะเป็นมันเลี่ยน (Eburnation) เนื่องจากผิวกระดูกซึ่งไม่มีกระดูกอ่อนคลุมจะขัดสีกันในขณะเคลื่อนไหวข้อทำ ให้เกิดอาการเจ็บปวดของข้อเข่าขึ้น และถ้ายังคงไม่มีการชะลอความเสื่อมก็จะเกิดความพิการในที่สุด
ชนิดของข้อเข่าเสื่อม
1. โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ (Primary knee osteoarthritis) ไม่มีความผิดปกติมาก่อน แต่สัมพันธ์กับปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ความอ้วนและการใช้งานของข้อเข่า
2. โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ (Secondary knee osteoarthritis) เกิดจากมีความผิดปกติของกระดูกและข้อแต่กำเนิด ได้รับบาดเจ็บบริเวณผิวข้อ (Trauma) การอักเสบของโครงสร้างภายในข้อ ข้อไม่มีความมั่นคง
ข้อเข่าเสื่อมจะมีพยาธิสภาพเริ่มที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular cartilage) ซึ่งในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงจะมีโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan)จำนวนลดลง ทำให้กระดูกอ่อนมีการอ่อนตัว และสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวข้อทนต่อแรงได้น้อยลงกระดูกอ่อนผิวข้อจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น ผิวข้อไม่เรียบ เกิดการแตกเป็นร่อง หรือกระดูกอ่อนหลุดล่อนออก เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อนไป จะทำให้ข้อเสียความมั่นคง และมีการกระตุ้นเซลล์ของกระดูกอ่อน (Chondrocyte) ที่อยู่รอบๆข้อ และกระดูกอ่อนจะงอกขึ้นมาตามขอบของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของข้อ และเมื่อกระดูกอ่อนมีผิวข้อไม่เรียบ ความสามารถในการกระจายแรงของข้อตามปกติจึงเปลี่ยนไป ส่งผลให้มีอาการปวดขึ้น ส่วนอาการข้อฝืดเกิดจากเยื่อบุข้อหลั่งน้ำเลี้ยงข้อมากขึ้น ซึ่งน้ำเลี้ยงข้อมีไฮอะลูโรเนท (Hyalrulonate) มากผิดปกติทำให้เกิดความหนืดสูง ประกอบกับถุงหุ้มข้อหนาขึ้นและหดแคบ ผลที่ตามมาคือข้อฝืด และการเคลื่อนไหวได้ลดลง
สมุนไพรช่วยโรคข้อเข่าเสื่อม BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร โทร 088 826 4444
สมุนไพรช่วยโรคข้อเข่าเสื่อม BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/33
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
โรคข้อเข่าเสื่อม คือ โรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งานผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา
มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง
1. อายุ การเกิดข้อเข่าเสื่อมจะพบมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น
2. เพศ พบในเพศหญิงบ่อยกว่าเพศชาย
3. พันธุกรรม อาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย
4. ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น
5. การได้รับบาดเจ็บ เช่น การมีเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือมีกระดูกผิวข้อแตก
อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร
1. อาการปวด เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานและลดลงหลังจากการพัก
2. ข้อยึดติด ถ้าเป็นมาก มุมของการเหยียดงอเข่าจะลดลง เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันลำบาก
3. ข้อบวม อาจพบเป็นๆ หายๆ เกิดจากเยื่อบุข้อ มีการอักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น
4. มีเสียงหรือมีความรู้สึกว่ากระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวข้อ
5. ถ้าเป็นรุนแรง ข้อจะผิดรูป ขาโก่ง
6. ข้อหลวม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดิน เนื่องจากเอ็นรอบๆ ข้อหย่อน
7. กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมีขนาดเล็กลงและไม่มีแรง
มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ โดยจุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวังและความพร้อมของผู้ให้การรักษา
การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธี ได้แก่ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด
1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่
- การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ
- หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆ และขึ้นลงทีละขั้น
- หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ
- นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน
2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้
4. ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้น เพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น
5. การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้
6. การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด
7. การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย
8. การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่
- ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
- ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น
- ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน
- การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
- การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





