แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เห็ดหลินจือมิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เห็ดหลินจือมิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หลินจือมิน เห็ดหลินจือแดง สมุนไพรดูแลสุขภาพ ให้สุขภาพดี โทร 094 709 4444





หลินจือมิน เห็ดหลินจือแดง สมุนไพรดูแลสุขภาพ ให้สุขภาพดี 

สอบถามรายละเอียด

http://www.jumbolifeshop.com/p/439

โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolifeshop

https://www.facebook.com/LINHZHIMIN2U




สรรพคุณของเห็ดหลินจือ



     “ช่วยเพิ่มพลังชีวิต ” และในบรรดาเห็ดหลินจือทุกสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางยา เห็ดหลินจือแดงจัดได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีสรรพคุณที่ดี ที่สุด ทางด้านการบำรุงร่างกาย และได้มีการนำไปใช้ทั่วโลก




Linhzhimin หลินจือมิน 1 กล่อง มี 12 แผง แผงละ 5 Soft Caps.



รวม 60 Soft Caps. น้ำหนัก 920 มิลลิกรัมต่อ 1 Soft Cap.



รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้งต่อวัน



#สรรพคุณของเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีแดง สรรพคุณ“ช่วยเพิ่มพลังชีวิต โรคแน่นหน้าอก บำรุงร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ” และใน บรรดาเห็ดหลินจือทุกสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางยา เห็ดหลินจือแดงจัดได้ว่าเป็นสมุนไพรที่ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีสรรพคุณที่ดีที่สุด ทางด้านการบำรุงร่างกาย และได้มีการนำไปใช้ทั่วโลก ดังเช่นผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลินจือมิน Linhzhimin หลินจือมิน 1 กล่อง มี 12 แผง แผงละ 5 Soft Caps. รวม 60 Soft Caps. น้ำหนัก 920 มิลลิกรัมต่อ 1 Soft Cap. รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้งต่อวัน #ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลินจือมิน


ผลิตภัณฑ์หลินจือสกัด ตราหลินจือมิน ที่สารสกัดอยู่ในรูปแบบของเจล


ผลิตภัณฑ์หลินจือสกัด ตราหลินจือมิน ที่สารสกัดอยู่ในรูปแบบของเจล *ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 80–100%และใช้เวลาเพียง 5–15 นาทีเท่านั้นในการดูดซึมเข้าร่างกายทำให้ได้รับปริมาณสารสกัดจากหลินจือได้เต็มที่ ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นซึ่งดูดซึมได้น้อยเพียง 10–50% เท่านั้นและใช้เวลา 2-4 ชั่วโมงในการดูดซึมเข้าร่างกาย *ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล





ซึ่งทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ถึง 80–100%และใช้เวลาเพียง 5–15 นาทีเท่านั้นในการดูดซึมเข้าร่างกายทำให้ได้รับปริมาณสารสกัดจากหลินจือได้เต็มที่ ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นซึ่งดูดซึมได้น้อยเพียง 10–50% เท่านั้นและใช้เวลา 2-4 ชั่วโมงในการดูดซึมเข้าร่างกาย



ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลินจือมิน



สรรพคุณ :: บำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด , ระบบประสาท-สมอง, บำรุงตับ, ลดไขมันในเส้นเลือด,ลดคอเลสเตอรอล, ภูมิแพ้, ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ผิวพรรณดี และที่สำคัญมาก ๆ คือมีคุณสมบัติปรับเพิ่มภูมิคุ้มกัน (Immune modulation) ของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในไทยได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดเห็ดหลินจือร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน และเพื่อช่วยลดพิษและผลข้างเคียงอันเกิดจากการใช้เคมีบำบัดและการรักษาด้วยรังสี










ผลิตภัณฑ์หลินจือมินยังเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอีกหลายตัวคือ



- เบต้าเคโรทีน ตัวนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ ในภายหลัง มีประโยชน์บำรุงสายตา และจำเป็นต่อการมองเห็น



-วิตามินบี 2 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง สร้างสารต้านโรค (anti body)



-วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ มีประโยชน์และหลอดเลือด ทำให้ผิวพรรณดี ช่วยชะลอความแก่



-เฟอรัส ฟูมาเรต คือธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและกล้ามเนื้อ







ส่วนประกอบ


เห็ดหลินจือ, วิตามิน อี, วิตามินบี 2, เบต้า-แคโรทีน



เฟอรัส ฟูมาเรต , ซิงค์ออกไซด์, แมงกานีสซัลเฟต, แมงนีเซี่ยมสเตียเรต







ส่วนประกอบของหลินจือมิน



1. สารสกัดจากเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีแดง  เป็นสารสกัดหลินจือแดงเข้มข้นที่มีคุณภาพสูง



2. วิตามินและแร่ธาตุ



   » เบต้า-แคโรทีน  ส่งเสริมการเจริญเติบโต ความแข็งแรงของกระดูก กระตุ้นภูมิคุ้มกัน บำรุงสุขภาพของดวงตา ลดจุดด่างดำ ลดริ้วรอยตื้นๆ



   » ดีแอล-อัลฟาโทโคฟีรอล ลดการเกาะตัวกันของเกล็ด             



   » ไรโบฟลาวิน ส่งเสริมการเจริญเติบโต ระบบสืบพันธุ์ สุขภาพผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม เสริมประสิทธิภาพการมองเห็น ลดการอ่อนล้าของ สายตา ลดอาการปวดไมเกรน                   



   » แมกนีเซียมซัลเฟต ควบคุมการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ให้เป็นปกติ เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย                   



   » เฟอรัส ฟูมาเรต ส่งเสริมการเจริญเติบโต  ช่วยให้ร่างกายต้านทานต่อการเจ็บป่วย ป้องกันการอ่อนเพลีย  รักษาและป้องกันภาวะโลหิตจางครับ







คุณสมบัติของ หลินจือมิน


สรรพคุณเห็ดหลินจือแดงสกัด หลินจือมิน เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เป็นการผสมผสานกันระหว่างสารสกัดเห็ดหลินจือแดงกับวิตามินและแร่ธาตุ ในรูปแบบแคปซูลเจล ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ดูดซึมง่าย ให้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด มีสรรพคุณสูง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจากประเทศเกาหลี   โดยเป็นสินค้านำเข้าของบริษัท เนเจอร์ไบโอเทค จำกัด ซึ่งจดทะเบียนสินค้าภายใต้ชื่อ หลินจือมิน สินค้าหลินจือมินได้ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม และการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือแดงสกัดตราหลินจือมิน

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

หลินจือมิน เห็ดหลินจือแดงสกัด สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ให้คุณกลับมามีสุขภาพ...





หลินจือมิน เห็ดหลินจือแดงสกัด สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ให้คุณกลับมามีสุขภาพแข็งแรง

รายละเอียดเพิ่มเติม  http://www.Linhzhimin2U.com

โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404

Line ID : @jumbolife



โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวานนี้มากถึง 2-3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยโรคเบาหวานจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามคนไทยพบได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานแต่ไม่รู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ป่วยได้ปล่อยให้โรคลุกลามจนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนั้น วันนี้ลองมาสำรวจดูว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยงโรคเบาหวานหรือไม่ พร้อมๆ กับทำความเข้าใจโรคเบาหวานนี้อย่างถูกต้องกันค่ะ


โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง "ฮอร์โมนอินซูลิน"(Insulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอน้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" นั่นเอง

ทั้งนี้ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด และเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยพ่อแม่ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ นอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดเบาหวานด้วย เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้) มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์, ยาขับปัสสาวะ, ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้น

ลักษณะโดยทั่วไปของผู้ป่วย โรคเบาหวาน จะมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ และด้วยความที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย



เบาหวานแบ่งออกเป็น2 ประเภท ได้แก่

เบาหวานประเภทที่หนึ่ง พบค่อนข้างน้อยประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยเบาหวานไทย เบาหวานประเภทนี้เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย ผู้ป่วยจำเป็นต้องพึ่งการฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดภาวะขาดอินซูลิน และระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนกระทั่งหมดสติ และเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ โรคเบาหวานประเภทที่หนึ่งมักจะพบในเด็กและวัยรุ่น มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่ภาวะภูมิต้านทานทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลที่สูงเรื้อรังจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังต่อไป

เบาหวานประเภทที่สอง เป็นชนิดที่พบได้บ่อยคิดเป็นร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานไทยโดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เบาหวานประเภทที่สองเกิดจากการที่ตับอ่อนของผู้ป่วยไม่สามารถสร้างอินซูลินให้เพียงพอ และร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวานประเภทนี้มักไม่พบอาการอันตรายอย่างเฉียบพลันเหมือนแบบแรก แต่หากไม่มีการควบคุมให้ดีก็จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เป็นอันตรายอย่างเฉียบพลันได้เช่นกัน

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว ในผู้ป่วยเบาหวาน เม็ดเลือดขาวหลั่งสาร TNF-α, INF-ϒ และ IL-17 มากไปจนเกินความสมดุลโดย TNF-α และINF-ϒ จะเข้าไปทำลายเบต้าเซลล์ในตับอ่อน จนทำให้สร้างอินซูลินได้น้อยลง (เบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2) และสารทั้งสองนี้ยังทำให้เกิดสภาวะดื้อต่ออินซูลินของเซลล์ (เบาหวานชนิดที่ 2) ส่วน IL-17 จำทำให้สภาวะการแพ้ภูมิตัวเองรุนแรงขึ้นจึงทำให้เบาหวาน ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของการแพ้ภูมิตัวเอง รุนแรงขึ้นด้วย

กว่า 38 ปีแล้วที่คณะนักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ จากคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการค้นคว้าวิจัยใน “ผลมังคุด” นำทีมโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตราได้วิจัย และพัฒนาจนค้นพบว่า สาร GM-1 มีประสิทธิภาพสูง และยังพัฒนาต่อยอดโดย มีสารสกัดเสริมประสิทธิภาพจาก งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก จนได้แคปซูลเสริมอาหารที่พิสูจน์โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ว่าสามารถลดการหลั่งสาร TNF-α, INF-ϒ และ IL-17 และระดับน้ำตาลในเลือด หรือโรคเบาหวานได้อีกด้วย จึงเป็นผลิตภัณฑ์ ที่สามารถตอบสนอง สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเบาหวาน และอาการข้างเคียงที่เกิดจากเบาหวาน เช่น โรคหลอดเลือด โรคตับ โรคไตเสื่อม ความดันสูง เป็นต้น

สารสกัดจากธรรมชาติ ทั้ง 5 ชนิดได้แก่ มังคุด ถัวเหลือง งาดำ บัวบก และ ฝรั่ง ช่วยไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาว ให้ไปทำงานโดยการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้สมดุล สามารถระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเบาหวาน และอาการข้างเคียงที่เกิดจากเบาหวาน เช่น โรคหลอดเลือด โรคตับ โรคไตเสื่อม หรือไตวาย ความดันสูงเป็นต้น รวมถึงช่วยดูแลร่างกายของคุณให้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวได้ยาวนานและ ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สุขภาพดี คุณก็มีความสุข สมุนไพรช่วยโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ เบาหวาน โทร 094 709...





สุขภาพดี คุณก็มีความสุข สมุนไพร หลินจือมิน ช่วยโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ เบาหวาน

รายละเอียดอื่นๆ  http://www.jumbolifeshop.com/p/439

โทร 089-071-8889 , 094-709-4444 , 094-435-0404

Line ID : @jumbolife



โรคมะเร็ง คือ โรคซึ่งเกิดมีเซลล์ผิดปกติขึ้นในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบ โตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้ จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทำงานไม่ได้ จึงเกิดเป็นโรค และมีอาการต่างๆขึ้น และเมื่อเป็นมะเร็งของอวัยวะสำคัญ หรือ มะเร็งแพร่กระจายเข้าอวัยวะสำคัญ อวัยวะเหล่านั้นจึงล้มเหลว ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก และไขกระดูก

โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกอย่างไร?

โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกที่ ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็ง โตเร็ว ลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสโลหิต/กระแสเลือด และหลอดน้ำ เหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักษาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง

โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกด หรือ เบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระแสโล หิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคมักรักษาได้หายโดยเพียงการผ่าตัด

โรคมะเร็งเกิดได้อย่างไร?

สาเหตุของโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่แพทย์พบปัจจัยเสี่ยงได้หลายปัจจัยเสี่ยง และเชื่อว่า สาเหตุน่ามาจากหลายๆปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โอกาสเกิดจากปัจจัยเดียวพบได้น้อยมาก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็ง ได้แก่

มีพันธุกรรมผิดปกติ เป็นได้ทั้งพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ หรือ พันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด

สูบบุหรี่

ดื่มสุรา

ขาดสารอาหาร

ขาดการกินผัก และผลไม้

กินอาหารไขมัน และ/หรือ เนื้อแดงสูงต่อเนื่อง เป็นประจำ

การสูดดมสารพิษบางชนิดเรื้อรัง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ (สารก่อมะเร็ง หรือ สัมผัสสารก่อมะเร็ง (Carcinogen http://en.wikipedia.org/wiki/carcinogen) อย่างต่อเนื่องโดย เฉพาะในปริมาณสูง

ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ อาหาร และ/หรือ น้ำดื่ม เช่น สารปรอท

ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ไวรัส เอชพีวี (HPV)

ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะอาหาร (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)

ติดเชื้อพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ตับ

การใช้ยาฮอร์โมนเพศต่อเนื่อง

สูงอายุ เพราะเซลล์ผู้สูงอายุมีการเสื่อม และการซ่อมแซมต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุให้เซลล์กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้



โรคมะเร็งมีอาการอย่างไร?

ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่เลวลงเรื่อยๆและเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1-2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้ แก่

มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการดูแลตนเองในเบื้องต้น

มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ

ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก

หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)

ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด

มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย

อาเจียนเป็นเลือด

ปัสสาวะเป็นเลือด

ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน

อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือ เป็นมูกเลือด

ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน

มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน หรือ หลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน

ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นอึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน

มีไข้ต่ำๆหาสาเหตุไม่ได้

มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้

ผอมลงมากใน 6 เดือน มักตั้งแต่ 10%ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเดิม

มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย

ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน

ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง

แพทย์รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งได้จาก ประวัติอาการต่างๆของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีอาการด้วยเอกซเรย์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอมอาร์ไอ แต่ที่ให้ผลแน่นอน คือ เจาะ/ดูดเซลล์จากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางพยาธิวิทยา)

โรคมะเร็งมีกี่ระยะ?

ระยะโรคมะเร็ง คือ ตัวบอกความรุนแรงของโรค (การลุกลามและแพร่กระจาย) บอกแนว ทางการรักษา และแพทย์ใช้ในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง

โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1-4 ซึ่งทั้ง 4 ระยะ อาจแบ่งย่อยได้อีกเป็น เอ (A) บี (B) หรือ ซี (C) หรือ เป็น หนึ่ง หรือ สอง เพื่อแพทย์โรคมะเร็งใช้ช่วยประเมินการรัก ษา ส่วน โรคมะเร็งระยะศูนย์ (0) ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง เพราะเซลล์เพียงมีลักษณะเป็นมะเร็ง แต่ยังไม่มีการรุกราน (Invasive) เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง

ระยะที่ 1: ก้อนเนื้อ/แผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม

ระยะที่ 2: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามภายในเนื้อเยื่อ/อวัยวะ

ระยะที่ 3: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง

ระยะที่ 4: ก้อน/แผลมะเร็งขนาดโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง จนทะ ลุ และ/หรือ เข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยพบต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้ และ/หรือ มีหลากหลายต่อม และ/หรือ แพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต และ/หรือ หลอดน้ำเหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ