แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภูมิสมดุล แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

BIM100 อาการกรดไหลย้อน แสบหน้าอก





BIM100 อาการกรดไหลย้อน แสบหน้าอก

สอบถามเพิ่มเติม

http://www.bim100foryou.com/

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife หรือคลิกลิ้งค์  https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ ซึ่งสาเหตุสำคัญหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสภาพสังคมปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม



อาการของกรดไหลย้อน



ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนจะรู้สึกจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอกบ่อยครั้ง มีอาการจุกเสียดแน่นคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ อาจมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ ไปจนถึงกลืนอาหารได้ลำบาก ในบางรายที่เป็นเรื้อรังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไอเรื้อรัง รู้สึกระคายเคืองคอตลอดเวลา เสียงแหบแห้ง หรือฟันผุ



สาเหตุของกรดไหลย้อน



กรดไหลย้อนเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter - LES) ทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารจนสร้างความระคายเคืองกับผนังของหลอดอาหาร นอกจากนี้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความผิดปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น เช่น เข้านอนหลังรับประทานอาหารทันที สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว เป็นโรคอ้วน อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน



ภาวะแทรกซ้อนของกรดไหลย้อน



ภาวะกรดไหลย้อนมักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤทธิ์ของกรดได้สร้างความระคายเคืองแก่หลอดอาหารไปถึงอวัยวะบริเวณทางเดินหายใจ ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก รู้สึกเจ็บ หรือมีเลือดออกในหลอดอาหาร รวมทั้งอาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบตัน อาจกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด อเรื้อรัง อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบันยังคงพบได้น้อยราย



การป้องกันอาการกรดไหลย้อน



ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ไปกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้มากที่สุด รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอาจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้น้อยลงได้

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดูแลสุขภาพโรคข้อเข่าเสื่อม บิม100 โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ โทร 088...







- ดูแลสุขภาพโรคข้อเข่าเสื่อม บิม100 โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife หรือคลิกลิ้งค์  https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลง หากกระดูกอ่อนนี้เสียหายเป็นพื้นที่กว้าง กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด โดยทั่วไปหากเกิดจากการเสื่อมของข้อมักจะเริ่มจากข้อเข่าด้านในก่อน เมื่อมีการสึกเพิ่มขึ้นจึงเสื่อมทั้ง 3 ข้อย่อยคือ ผิวข้อด้านใน ผิวข้อด้านนอก และผิวข้อด้านหลังกระดูกสะบ้า



สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

-พันธุกรรมและความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด เช่น ขาหรือเข่าผิดรูป

-อายุและเพศ โดยเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนก็ลดลง นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มของการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายที่อายุเท่ากัน

-น้ำหนักตัวมาก (BMI มากกว่า 23 กก./ม.2)

-ประวัติการบาดเจ็บที่ข้อเข่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้สูง โดยอาจเป็นผลจาก

--การบาดเจ็บ โดยถึงแม้ร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ โครงสร้างข้อเข่าก็อาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม





--ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

-การใช้ข้อเข่าหักโหมซ้ำๆ หรือท่าทางบางอย่างที่ต้องงอเข่ามากเกินไป เช่น การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ ซึ่งทำให้เข่าต้องรับแรงกดสูงกว่าปกติเป็นเวลานานหรือบ่อยครั้ง

-โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาท์ ส่งผลให้กระดูกอ่อนถูกทำลายจนกระทั่งหมดไป ทำให้เกิดอาการปวดและข้อติดแข็งตามมา



การป้องกันเข่าเสื่อม



การป้องกันเข่าเสื่อมไม่ให้ทรุดลงหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก สามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการควบคุมน้ำหนัก หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากจะดีต่ออาการของข้อเสื่อมแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยอีกด้วย



ผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่กำลังรักษาด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อ หรือขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะยาวและควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการหรือความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ผู้ดูแลทราบ เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

BIM100 น้ำมังคุด ดูแลอาการโรคข้อเข่าเสื่อม สร้างภูมิสมดุล โทร 094 709 4444



BIM100 น้ำมังคุด ดูแลอาการโรคข้อเข่าเสื่อม สร้างภูมิสมดุล 

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife หรือคลิกลิ้งค์  https://line.me/R/ti/p/%40jumbolife



โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและดูดซับแรงกระแทกภายในข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลง หากกระดูกอ่อนนี้เสียหายเป็นพื้นที่กว้าง กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด โดยทั่วไปหากเกิดจากการเสื่อมของข้อมักจะเริ่มจากข้อเข่าด้านในก่อน เมื่อมีการสึกเพิ่มขึ้นจึงเสื่อมทั้ง 3 ข้อย่อยคือ ผิวข้อด้านใน ผิวข้อด้านนอก และผิวข้อด้านหลังกระดูกสะบ้า



สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

-พันธุกรรมและความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด เช่น ขาหรือเข่าผิดรูป

-อายุและเพศ โดยเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนก็ลดลง นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มของการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายที่อายุเท่ากัน

-น้ำหนักตัวมาก (BMI มากกว่า 23 กก./ม.2)

-ประวัติการบาดเจ็บที่ข้อเข่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้สูง โดยอาจเป็นผลจาก

--การบาดเจ็บ โดยถึงแม้ร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ โครงสร้างข้อเข่าก็อาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม



--ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

-การใช้ข้อเข่าหักโหมซ้ำๆ หรือท่าทางบางอย่างที่ต้องงอเข่ามากเกินไป เช่น การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ ซึ่งทำให้เข่าต้องรับแรงกดสูงกว่าปกติเป็นเวลานานหรือบ่อยครั้ง

-โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาท์ ส่งผลให้กระดูกอ่อนถูกทำลายจนกระทั่งหมดไป ทำให้เกิดอาการปวดและข้อติดแข็งตามมา



การป้องกันเข่าเสื่อม



การป้องกันเข่าเสื่อมไม่ให้ทรุดลงหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก สามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการควบคุมน้ำหนัก หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ให้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากจะดีต่ออาการของข้อเสื่อมแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยอีกด้วย



ผู้ป่วยเข่าเสื่อมที่กำลังรักษาด้วยการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อ หรือขอคำปรึกษากับทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะยาวและควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการหรือความกังวลใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรแจ้งให้ทีมแพทย์ผู้ดูแลทราบ เพื่อที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

รู้ทันโรคมะเร็ง BIM100 อาหารเสริมดูแลสุขภาพ โทร 088 826 4444





รู้ทันโรคมะเร็ง BIM100 อาหารเสริมดูแลสุขภาพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife



มะเร็งคืออะไร

มะเร็ง (Cancer) คือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายของเรามีการแบ่งตัวและเจริญขึ้นโดยรวดเร็วอย่างผิดปกติในสารพันธุกรรม (DNA) โดยเริ่มจากเป็นเซลล์เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามเวลา นานวันเข้าเซลล์นั้นก็จะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงทำให้เซลล์ในก้อนเนื้อนั้นตาย จนกลายเป็นก้อนเนื้องอกร้ายที่ไปเบียดบังทั้งส่วนที่เกิดและส่วนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง จากนั้นก็จะค่อยๆ กระจายไปในส่วนอื่นๆ ของร่างกายโดยผ่านระบบกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองของเราเป็นตัวนำเชื้อไป



สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง



สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นนั้นเกิดได้จากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน คือ

1. ปัจจัยภายนอก

– ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักเกิดในคนที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางน้ำลายในการรับประทานอาหารร่วมกัน

– การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ชอบรับประทานอาหารแบบดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

– ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

– ผู้ได้รับรังสีอัลตราไวโลเลตจากแสงแดดเป็นเวลานาน

– ผู้ที่เคยผ่านการฉายรังสีเอกซเรย์

– สารอะฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะในพวกพริกแห้ง ถั่ว ฯลฯ

 สารก่อมะเร็งในอาหารจำพวกปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะเนื้อที่ย่างหรือปิ้งจนไหม้เกรียม หรือเนื้อที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆ ทุกวัน

– สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้ในการถนอมอาหารอย่างไนโตรซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาใช้เป็นสีผสมอาหาร





2. ปัจจัยภายใน

– เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น เด็กพิการแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

– ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น พวกวิตามินเอ หรือซี ฯลฯ



ซึ่งจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยภายใน นั่นหมายความว่าเราสามารถป้องกันการก่อเกิดโรคมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและระเบียบวินัยการเลือกปฏิบัติของเราเป็นหลัก รวมทั้งความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย



อาการของโรคมะเร็ง

– สำหรับในช่วงแรกของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นในร่างกายนั้นเรียกได้ว่าแทบไม่มีอาการอะไรส่อเค้า หรือบอกให้ผู้ป่วยทราบได้เลยว่ากำลังเผชิญกับโรคมะเร็งนี้อยู่ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวก็สายเกินแก้

– เมื่อเป็นประสักระยะหนึ่งหรือหลายปี ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็ว ผอมซูบ น้ำหนักลด ร่างกายเริ่มดูทรุดโทรมลง ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม

– และเมื่ออยู่ในระยะที่มะเร็งเริ่มลุกลามมากขึ้นก็จะเริ่มปรากฏอาการอย่างชัดเจนในระยะนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดและทรมานเป็นอย่างมากตามจุดต่างๆ ที่เกิดมะเร็งขึ้น ทั้งนี้จะมีอาการมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโรคมะเร็งที่เป็นว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ประเภทไหน และการกระจายของเซลล์มะเร็งภายในนั้นไปเบียดบังอวัยวะส่วนใดบ้าง ณ ขณะนั้น

BIM100 แนวทางดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง โทร 094 709 4444





BIM100 แนวทางดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife



โรคมะเร็ง โรคร้ายที่พรากชีวิตของมนุษย์จำนวนมาก แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราไม่ควรทำความรู้จักกับโรคมะเร็งบ้าง มะเร็ง คืออะไร ปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็ง คืออะไร วิธีรักษามะเร็งทำอย่างไร มะเร็งป้องกันได้หรือไม่ ทำอย่างไร การเกิดโรคมะเร็ง มะเร็งที่รักษาให้หายได้ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง มะเร็งมีอะไรบ้าง มะเร็งรักษาอย่างไร  มะเร็ง  มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง ผิวหนัง มะเร็งตับ  มะเร็งปากมด ลูกมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้


มะเร็ง โรคมะเร็งมะเร็ง ภาษาอังกฤษ เรียก Cancer เป็นภาวะเซลล์ในร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ ซึ่งจะเริ่มจากเซลล์เล็กๆแล้วขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดก้อนเนื้อ ซึ่งก้อนเนื้อ เป็นเนื้องอกร้าย ทำให้เกิดผลข้างเคียงกับอวัยวะส่วนที่อยู่ใกล้และอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับเนื้อร้าย โรคมะเร็ง คือ โรคที่เกี่ยวข้องกับการที่เซลล์แบ่งตัวจนร่างกายไม่สามารถควบคุมได้  มะเร็งสามารถเกิดได้กับทุกส่วนในร่างกายได้แก่ มะเร็ง มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง ผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งมีสาเหตุจากอะไร มะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร มะเร็งมีอะไรบ้าง มะเร็งรักษาอย่างไร เรารวมโรคมะเร็ง เป็นความรู้ให้เพื่อนๆ ได้รู้เท่าทันโรคมะเร็ง







ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ทางการแพทย์เรียกว่า เนื้องอกร้าย อังกฤษเรียก malignant tumor เป็นกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ มะเร็งเป็นโรคร้ายที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก เป็นโรคที่พบได้ในทุกอายุ ทุกเพศ เป็นโรคที่บุคคลทั่วไปรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งอย่างชัดเจน



ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของโรคมะเร็ง



หากจะกล่าวถึงปัจจัย หรือสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น เราสามารถแบ่งสาเหตุได้ 2 ปัจจัยหลักๆ คือ ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งรายละเอียดของปัจจัยการเกิดโรคมะเร็ง มีดังนี้



การเกิดมะเร็งจากปัจจัยภายนอก หมายถึง การได้รับปัจจัยที่ไม่ได้เกิดจากร่างกายของมนุษย์ เป็นสาเหตุที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ลักษณะ เช่น การสัมผัสเชื้อโรคต่างๆ การติดเชื้อต่างๆ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การถูกแสงแดด หรือรังสีอันตรายเป็นเวลานาน การรับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานาน เช่น การทานอาหารปิ้งย่าง ที่มีการไหม้ การทานอาหารทอด ที่ใช้น้ำมันเก่า เป็นต้น

การเกิดมะเร็งจากปัจจัยภายใน หมายถึง ความผิดปรกติของร่างกาย เช่น ความผิดปรกติทางพันธุ์กรรม การพิการโดยกำเนิด ความบกพร่องในการเรื่องภูมิต้านทานโรค เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

แนวทางดูแลสุขภาพโรคข้อเสื่อม บิมร้อย อาหารเสริมดูแลสุขภาพ โทร 088 826 4444





แนวทางดูแลสุขภาพโรคข้อเสื่อม บิมร้อย อาหารเสริมดูแลสุขภาพ 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife



โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นโรคที่มักพบได้บ่อยอย่างมาก และเนื่องจาก ข้อเข่า เป็นอวัยวะที่จะต้องรองรับน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา



อีกทั้ง ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพคล่องแคล่ว



แต่หากเราใช้ชีวิตแบบผิดๆ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กับพฤติกรรมบางอย่าง ที่เป็นปัจจัยนำมาสู่การเกิด โรคข้อเข่าเสื่อม อยู่ก็ย่อมไม่ดีเป็นแน่



โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุที่มีโอกาสในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสูง ยิ่งไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในระหว่างวันอย่างยิ่ง



ดังนั้น เพื่อลดอาการปวด และช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของข้อเข่าในวัยสูงอายุ รวมถึงช่วงวัยอื่นๆ ด้วย



เราจึงชวนคุณมาทำความรู้จักโรคข้อเข่าเสื่อมโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็น สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม อาการ และแนวทางรักษามีอย่างไรบ้าง มาติดตามกันดังต่อไปนี้ได้เลย



ทำความรู้จักโรคข้อเข่าเสื่อม 

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ โดยพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเรื้อรัง อย่างเช่น


โรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ หรือผู้ที่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ข้อเข่า ก็สามารถเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังไม่มากได้เช่นเดียวกัน







โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีโอกาสในการเกิดโรคข้อเสื่อมได้สูงกว่าผู้ชาย อันเนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงน้อยกว่าผู้ชายนั่นเอง



อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม 

อาการปวดเข่า ถือเป็นอาการสำคัญแรกเริ่มของการเป็นโรคนี้เลยก็ว่าได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยตึงเข่าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง



รวมทั้งยังปวดตึงบริเวณน่องร่วมด้วย ในกรณีที่มีอาการหนักมากขึ้นก็จะปวดเข่า แม้กระทั่งมีการเคลื่อนไหว



ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง เดิน และทำให้การเดินขึ้น-ลงบันได ยังเป็นไปอย่างไม่คล่องตัวเช่นเดิมอีกด้วย



ข้อเข่าโก่งงอ ลักษณะของข้อเข่าสามารถโก่งได้ทั้งด้านนอกและด้านใน ทำให้ขาสั่น การเดินเป็นไปอย่างลำบาก และยังมีอาการปวดในเวลาเดินร่วมด้วย



ข้อเข่ายึดติด ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดขา หรืองอขาออกได้สุดเช่นเดิม เพราะมีการยึดติดกันอยู่ภายในข้อ



มีเสียงขึ้นภายในข้อ เมื่อผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวหรือเดิน ก็จะรู้สึกได้ถึงเสียงที่เกิดขึ้นภายในข้อ โดยมาพร้อมๆ กับอาการปวดเข่า

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น โทร 0...





BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404

        094-709-4444,088-826-4444

https://www.bim100forlife.com/

line id : @jumbolife



 โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติบริเวณจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา

ทำให้สูญเสียการมองเห็นเฉพาะภาพตรงกลาง โดยที่ภาพด้านข้างของการมองเห็นยังดีอยู่ พบมากในผู้ที่มีอายุ 65 ปี

ขึ้นไป ซึ่งโรคนี้เป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จะทำให้การมองเห็นลดลงจนอาจทำให้ตาบอดได้อย่าง

รวดเร็วภายใน 2 ปี หากไม่ได้รับการรักษา และหากพบว่าเป็นโรคนี้ในตาข้างหนึ่งข้างใดแล้ว จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า

40%  ที่จะเกิดกับตาอีกข้างหนึ่งภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่เคยเป็นในตาข้างแรกแล้ว



สาเหตุของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่



1. อายุ สามารถพบได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป

2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตาทุก 1 ปี

3. เชื้อชาติและเพศ พบโรคนี้ได้มากในคนต่างชาติ ยุโรป, อเมริกา และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

4. การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

5. ภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตและมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

    ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)

6. วัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและไม่ได้รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน มักมีความเสี่ยงสูง

    ในการเป็นโรคนี้



ชนิดของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม



1. แบบแห้ง (Dry AMD)

         

     เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของจุดศูนย์กลางการรับภาพของจอประสาทตา (Macular)

จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง คือ การมองเห็นภาพเบลอ

ทำให้มองเห็นหน้าคนไม่ชัดเจน เป็นผลให้จำหน้าบุคคลไม่ได้ หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือ

ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเริ่มจากตามัวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการมองเห็นจะค่อยๆ ลดลง

และเป็นไปอย่างช้าๆ









2. แบบเปียก (Wet AMD)



    พบประมาณ 10 - 15 % ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเป็นสาเหตุ

สำคัญของอาการตาบอดในโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม เกิดจากมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอประสาทตา

ทำให้เลือดและของเหลวที่อยู่ภายในไหลซึมออกมา เป็นผลให้จุดศูนย์กลางการรับภาพบวม ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นภาพ

ตรงกลางบิดเบี้ยว และเมื่อเซลล์ประสาทตาตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นในที่สุด อาการเริ่มต้นของโรคศูนย์กลาง

จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก คือ เริ่มเห็นเส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้งบิดเบี้ยว เห็นภาพสีซีดจางกว่าปกติ และอาจเห็น

จุดมืดดำที่ตรงกลางภาพ

         

     ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม สามารถสังเกตความผิดปกติ

ด้วยตัวเองได้ โดยการใช้แผ่นทดสอบ "แอมส์เลอร์กริด" (Amsler Grid) โดยไม่ต้องถอดแว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ที่

ใส่อยู่ออก  โดยนำแผ่นทดสอบไปติดบนผนังที่มีแสงสว่างเพียงพอในระดับสายตา ยืนห่างจากแผ่นภาพประมาณ 14 นิ้ว

ใช้มือปิดตาข้างหนึ่งไว้แล้วมองที่จุดสีดำตรงกลางแผ่นทดสอบด้วยตาข้างที่เปิดอยู่ ทำซ้ำเช่นเดียวกันกับตาอีกข้าง หาก

มองเห็นลายเส้นตรงบนแผ่นทดสอบ มีลักษณะเป็นคลื่น หงิกงอ ขาดจากกัน พร่ามัว หรือบางพื้นที่หายไปจากที่มองเห็น

ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ภายใน 1 สัปดาห์ จักษุแพทย์จะทำการตรวจโดยใช้กล้อง Slit Lamp Biomicroscope และตรวจ

พิเศษด้วยการฉีดสีเพื่อถ่ายภาพจอประสาทตา หรือเข้าเครื่องตรวจวิเคราะห์ภาพตัดขวางจอประสาทตา เพื่อดูลักษณะและ

ขอบเขตความผิดปกติที่เกิดขึ้น

บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม โทร 088 82...





บิม100 สร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุล ดูแลสุขภาพโรคจอประสาทตาเสื่อม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 ,094-435-0404

        094-709-4444,088-826-4444

https://www.bim100forlife.com/

line id : @jumbolife



จอประสาทตาเสื่อม

จุดภาพชัด (Macula) เป็นจุดที่อยู่ตรงกลางของจอตา (Retina) ซึ่งมีเซลล์ประสาทรับรู้แสงและสี (Cones) จำนวนมาก จึงทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน แต่ในผู้สูงอายุอาจเกิดภาวะเสื่อมของจุดภาพชัดนี้ได้ ซึ่งจะทำให้สายตาพิการอย่างถาวร





โรคจุดภาพชัดเสื่อมตามวัย, โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม หรือที่มักเรียกว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อม” หรือ “โรคจอตาเสื่อม” (Aged-related macular degeneration – AMD) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของจอประสาทตาในบริเวณจุดภาพชัด (Macula) เป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยมีสายตาเลือนรางหรือตาบอด โดยเฉพาะตรงกลางของภาพ (แต่ยังคงมองเห็นขอบด้านข้างของภาพได้ปกติ) ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาขึ้นอย่างช้า ๆ จนแทบไม่ทันสังเกตหรือไม่รู้สึกว่าผิดปกติ ในขณะที่บางรายอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาอย่างรวดเร็วก็ได้



โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) เป็นโรคที่เริ่มพบได้ในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ในปัจจุบันประชากรโลกมีอายุเพิ่มขึ้น จึงพบว่า โรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการประเมินว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้มากกว่าครึ่ง (54%) และคาดการณ์ว่ามีความชุกของโรคนี้อยู่ที่ประมาณ 1.2-1.8% ในประชากรที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป








โรคจอประสาทตาเสื่อม

ชนิดของจอประสาทตาเสื่อม

โรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดแห้ง (Dry) และชนิดเปียก (Wet)



1.โรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD หรือ Early AMD) เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในขั้นเริ่มต้นหรือขั้นปานกลาง ซึ่งจะพบได้ประมาณ 85-90% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ อาการมักจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยลดลงอย่างช้า ๆ โดยพบว่าเกิดจากการเสื่อมสลายและบางลงของจุดภาพชัด (Macula) จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ โดยไม่มีรอยแผลเป็นหรือมีเลือดออก



2.โรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD หรือ Late AMD) เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่าชนิดแห้งมาก คือ พบได้ประมาณ 10-15% และมีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้งนำมาก่อน อาการมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดได้ โดยพบว่าเกิดจากการที่เซลล์จอประสาทตาเสื่อม บางลง และมีหลอดเลือดผิดปกติที่งอกขึ้นใหม่ในผนังลูกตาชั้นกลาง (ชั้นเนื้อเยื่อคอรอยด์) บริเวณใต้จุดภาพชัด ซึ่งหลอดเลือดเหล่านี้จะมีความเปราะบางและแตก/รั่วซึมได้ง่าย เมื่อเกิดการแตกหรือรั่วซึมจึงทำให้มีเลือดและของเหลวค้างอยู่ใต้จอประสาทตา ทำให้จุดภาพชัดบวมและเกิดการทำลายจอประสาทตาอย่างรวดเร็ว และการทำลายนี้อาจทำให้เกิดแผลเป็นที่จอประสาทตาได้ด้วย

ชนิดจอประสาทตาเสื่อม



สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อม

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากความเสื่อมของเซลล์จอประสาทตามีการบางตัวลงของเซลล์ มีการสะสมของเสียจากเซลล์จอประสาทตา จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์รับภาพมากขึ้น และจากการที่มักพบโรคนี้ได้ในผู้สูงอายุ จึงทำให้เชื่อว่าเป็นกระบวนการเสื่อมสภาพของร่างกาย (Aging Process) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายภาวะที่จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม 

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม โทร 094 709 4444





BIM100 อาหารเสริมน้ำมังคุด สร้างภูมิสมดุล โรคข้อเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/33

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife




โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร

        โรคข้อเข่าเสื่อม คือ โรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการใช้งานมาก เมื่อมีการใช้งานผิวข้อที่สึกจะมีการขัดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา



   

มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง

        1.  อายุ การเกิดข้อเข่าเสื่อมจะพบมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น

        2.  เพศ พบในเพศหญิงบ่อยกว่าเพศชาย

        3.  พันธุกรรม อาจมีคนในครอบครัวเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย

        4.  ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น

        5.  การได้รับบาดเจ็บ เช่น การมีเอ็นไขว้หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด หรือมีกระดูกผิวข้อแตก



อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร

        1.  อาการปวด เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานและลดลงหลังจากการพัก

        2.  ข้อยึดติด ถ้าเป็นมาก มุมของการเหยียดงอเข่าจะลดลง เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันลำบาก

        3.  ข้อบวม อาจพบเป็นๆ หายๆ เกิดจากเยื่อบุข้อ มีการอักเสบหรือมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น

        4.  มีเสียงหรือมีความรู้สึกว่ากระดูกเสียดสีกันเวลาเคลื่อนไหวข้อ

        5.  ถ้าเป็นรุนแรง ข้อจะผิดรูป ขาโก่ง

        6.  ข้อหลวม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดิน เนื่องจากเอ็นรอบๆ ข้อหย่อน

        7.  กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมีขนาดเล็กลงและไม่มีแรง












มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

        ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ โดยจุดมุ่งหมายในการรักษา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวด ช่วยให้หน้าที่การใช้งานของข้อกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด และป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปของข้อ วิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวังและความพร้อมของผู้ให้การรักษา

    การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธี ได้แก่ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

การรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด

        1. การปรับเปลี่ยนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่

            -  การพักหรือใช้งานข้อให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นระยะเวลานาน

            -  หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่า เช่น คุกเข่า พับเพียบ ยองๆ ขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้ต่ำ

            -  หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นควรเดินช้าๆ และขึ้นลงทีละขั้น

            -  หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดียวนานๆ ควรเปลี่ยนท่าหรือขยับข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ

            -  นั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือใช้เก้าอี้ที่มีรูตรงกลางวางไว้เหนือคอห่านแทนการนั่งยองๆ ควรทำราวจับบริเวณโถนั่งเพื่อใช้ช่วยพยุงตัวเวลาจะนั่งหรือยืน



        2.  ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง

        3.  การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เช่น ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน จะช่วยลดแรงที่เกิดกับข้อได้

        4.  ที่นอนควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนบนพื้น เพราะจะปวดมากเวลาจะนอนหรือลุกขึ้น

        5.  การประคบอุ่นบริเวณข้อเข่า ช่วยลดอาการปวดและกล้ามเนื้อเกร็งได้

        6.  การสวมสนับเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสียความมั่นคง จะช่วยกระชับข้อและลดอาการปวด

        7.  การทำกายภาพบำบัด ได้แก่ การฝึกความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อ การเพิ่มหรือคงไว้ซึ่งพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ และการเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย

        8.  การใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม ไก้แก่

            -  ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ

            -  ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ

            -  ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกในข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น

            -  ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน

            -  การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น

            -  การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น


วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บิมร้อยน้ำมังคุด สร้างภูมิคุ้มกัน ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง โทร 094 709 4444





บิมร้อยน้ำมังคุด สร้างภูมิคุ้มกัน ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคมะเร็ง คืออะไร





มะเร็ง คือ กลุ่มของโรค ที่เกิดจากการที่เซลล์แบ่งตัวอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะที่ DNA หรือสารพันธุกรรมส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต และมีการแบ่งตัว เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็ว และมากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม และไม่อยู่ในการควบคุมของร่างกาย อีกทั้งยังเติบโตรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียง  หรืออาจจะแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆ ได้อีกด้วย ในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้าเซลล์พวกนี้ เกิดอยู่ในอวัยวะใด ก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น เราอาจจะพูดได้ว่า มะเร็ง ก็คือ “เนื้อร้าย” ซึ่งต่างจาก “เนื้องอก” ดังนั้น มะเร็งทั้งหมด ยกเว้นมะเร็งเม็ดเลือดขาว จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อร้าย





มะเร็งกำเนิดขึ้นมาจากเซลล์ของร่างกาย ที่สามารถแบ่งเซลล์ ได้วิวัฒนาการจนไม่สามารถควบคุมได้ มิหนำซ้ำมันยังมีกระบวนการวิวัฒนาการ โดยเปลี่ยนแปลงโครโมโซมนั้นๆ ทำให้ผลิตเอนไซม์มาสร้างทีโลเมีย ในเซลล์อย่างไม่หมดสิ้น ทำให้เซลล์ไม่สามารถหยุดแบ่งเซลล์ได้ จนทำให้เติบโต โดยไม่สามารถควบคุมหยุดยั้งได้





มะเร็งก้อนเดียวกันในคนๆ เดียวกัน ก็ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน มะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเป็น










เมื่อร่างกายมีเนื้อร้ายที่มีการเจริญเติบโต อยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดเป็นก้อน หรือเป็นแผลมะเร็งขนาดใหญ่ ลักษณะการโตของก้อนมะเร็ง จะเป็นแบบแทรกซ้อน หรือมีส่วนยื่นเข้าไปในเนื้อเยื่อ ปกติโดยรอบเหมือนขาปู ดังนั้น สัญลักษณ์ของมะเร็ง จึงมักจะใช้รูปปูเป็นเครื่องหมายการแทรกซึมของเนื้อร้ายเช่นนี้ จะไปทำลายเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ลักษณะที่สำคัญของมะเร็งก็คือ เซลล์มะเร็งจากมะเร็งปฐมภูมิ (ขั้นแรก) สามารถจะแพร่กระจายไปได้ทั่วร่างกาย และไปเกิดขึ้นใหม่ เป็นมะเร็งทุติยภูมิ (ขั้นที่สอง) ตรงส่วนอื่นของร่างกายที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อีกด้วย





มะเร็งแต่ละชนิด จะมีความรุนแรงแตกต่างกัน อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างมะเร็งนั้นๆ กับตัวผู้ป่วย โดยตรงเองอีกด้วย มะเร็งก้อนเดียวกันในคนๆ เดียวกัน ก็ยังมีอัตราการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน มะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเป็น เช่น มะเร็งปอด เป็นต้น นอกจากนี้ มะเร็งแต่ละชนิดก็มักจะแพร่กระจายไปเฉพาะอวัยวะบางอวัยวะเท่านั้น เช่น มะเร็งเต้านม มักจะแพร่กระจายไปที่กระดูก หรือตับมากกว่าอวัยวะอื่นๆ เป็นต้น





ในทางการแพทย์ จะแบ่งความรุนแรงของมะเร็งตามการจำแนกลักษณะของเซลล์มะเร็ง เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ออกเป็น 4 ขั้น นั่นก็คือ ตั้งแต่ขั้นที่มีการจำแนกลักษณะของเซลล์ชัดเจน ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงน้อย จนกระทั่งถึงขั้นที่ 4 โดยในขั้นนี้ เซลล์จะไม่มีการจำแนกลักษณะเลย ซึ่งมีความรุนแรงมาก

บิมร้อย น้ำมังคุด ลดน้ำตาลในเลือด ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน โทร 088 826 4444




บิมร้อย น้ำมังคุด ลดน้ำตาลในเลือด ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/22

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM, Diabetes) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น


โรคเบาหวาน



จากข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation, IDF) พบผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกราว 415 ล้านคนในปี 2558 และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 642 ล้านคนในปี 2583 สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี เป็นโรคเบาหวานร้อยละ 7.1 หรือหมายความว่า ในจำนวนคน 100 คน จะพบคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 7 คน และจำนวนมากกว่าครึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน สถิติการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องถึงภัยร้ายของโรค เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนลุกลามใหญ่โตจนต้องสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทางสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้



ในปัจจุบัน ประเทศไทยยึดหลักเกณฑ์ตามสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในการจำแนกผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด หากผลการตรวจหลังงดอาหารและเครื่องดื่มมีน้ำตาลอยู่กระแสเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ทั้งนี้ระดับน้ำตาลในเลือดยังบ่งบอกถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ด้วย (Prediabetes) ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเป็นเบาหวานสามารถพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2  (เบาหวานที่เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้) โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองในอนาคตได้ง่ายขึ้น












อาการของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานในระยะแรกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการของโรคเบาหวานแต่ละชนิดอาจมีความคล้ายกัน ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย  มีอาการชา โดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะแสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์



สาเหตุของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานมีหลายประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) เป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน และเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยา หรือเกิดจากโรคชนิดอื่น



การวินิจฉัยโรคเบาหวาน



แพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและของบุคคลในครอบครัว และการตรวจร่างกาย และที่สำคัญต้องอาศัยการตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก โดยมีวิธีการวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดหลายวิธี ได้แก่



การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ (Random/Casual Plasma Glucose Test)

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Plasma Glucose: FPG)

การตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1c: HbA1c)

การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)

หากผู้ป่วยไม่มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจนคือ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่มีสาเหตุ การตรวจด้วยวิธีทั้งหมดข้างต้นจำเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้งด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานเป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ หากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหารและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะในร่างกายจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก (microvascular complications) เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต หรือโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ (macrovascular complications) เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมไปถึงโรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาทและที่สามารถทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียอวัยะบางส่วน นอกจากนี้สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตรได้

ดูแลสุขภาพโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร โทร 08...





ดูแลสุขภาพโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






มะเร็งต่อมลูกหมาก...อย่ารอจนสายเกินไป



"มะเร็งต่อมลูกหมากมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก หากมีอาการ หมายถึง มะเร็งได้ลุกลามแล้ว...อย่ารอจนสาย การป้องกันที่ดีคือการตรวจสุขภาพเพศชายทุกปี โดยเฉพาะคุณผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป"



วันนี้คุณสำรวจตัวเองหรือยัง...

>> ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน

>> เวลาเริ่มปัสสาวะจะลำบาก

>> ปัสสาวะไม่พุ่ง

>> เวลาปัสสาวะจะปวด

>> อวัยวะเพศแข็งตัวยาก

>> เวลาหลั่งเมื่อถึงจุดสุดยอดจะปวด

>> มีเลือดในน้ำเชื้อหรือปัสสาวะ

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ควรพบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด



ลักษณะของต่อมลูกหมาก

- ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง (Rectum) และใต้ท่อกระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder) ต่อมลูกหมากจะหุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านกลางต่อมลูกหมาก (Prostatic urethra) ในผู้ชายแข็งแรงทั่วไปลักษณะรูปร่างของต่อมลูกหมากคล้ายลูกเกาลัด

- นอกจากนี้ต่อมลูกหมากมีหน้าที่สร้างสารน้ำเลี้ยงตัวอสุจิ และเป็นส่วนประกอบของน้ำเลี้ยงอสุจิที่ช่วยให้ตัวอสุจิมีการเคลื่อนที่ออกมาระหว่างมีการหลั่ง

- ฮอร์โมนเพศชาย (androgen) เป็นสารที่ทำให้ต่อมลูกหมากมีขนาดโตขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ส่วนใหญ่สร้างมาจากอัณฑะและบางส่วนสร้างมาจากต่อมหมวกไต

- ต่อมลูกหมากจะโตสัมพันธ์กับอายุของมนุษย์เพศชาย ซึ่งเราจะพบได้ว่าในชายสูงอายุจะมาด้วยเรื่องปัสสาวะลำบาก ซึ่งเกิดจากต่อมลูกหมากโตเบียดท่อทางเดินปัสสาวะให้แคบลง

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

• ในปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากเกิดจากอะไร เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าบางคนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะที่อีกคนไม่เป็น

• มีการศึกษาพบว่ามีองค์ประกอบบางอย่างที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก

1. อายุ: เราพบโรคนี้ในคนสูงอายุส่วนใหญ่มากกว่า 65 ปี ในอายุต่ำกว่า 45 ปี เราพบน้อยมาก

2. ประวัติครอบครัว: ถ้ามีพ่อ, พี่ชาย หรือน้องชาย เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น

3. เชื้อชาติ: มะเร็งต่อมลูกหมากพบมากในคนแอฟริกันมากกว่าคนผิวขาว แต่จะพบได้น้อยในคนเอเชีย

4. มีเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงในต่อมลูกหมาก: เราจะพบว่าในจำนวนมาก high-grade prostatic intraepithelial neoplasia (PIN) จะพบว่าอาจทำให้พบมะเร็งต่อมลูกหมากสูงขึ้น

5. อาหาร: มีการศึกษารายงานออกมาว่าการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์มาก มีโอกสาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าพวกกินอาหารจำพวกพืชผัก











อาการ

- คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในกลุ่มบุคคลที่มีอาการอาจจะมีอาการดังนี้

- อาการทางปัสสาวะ

1. ไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้

2. ปัสสาวะต้องเบ่งนาน และปัสสาวะขัด

3. ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน

4. ปัสสาวะอ่อนแรง

5. อาจมีอาการปวด แสบ ระหว่างการถ่ายปัสสาวะ

- มีปัญหาต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ

- มีเลือดปนในปัสสาวะหรือปนกับอสุจิ

- อาจพบได้ว่ามีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างหรือต้นขา

- ส่วนใหญ่แล้วมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวข้างต้น โดยที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น ต่อมลูกหมากโต, ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ผู้ป่วยชายคนใดที่มีอาการดังกล่าว ควรบอกแพทย์เพื่อทำการสืบหาโรคต่อไป

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ (Physical Examination by Urologist) โดยการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (Digital Rectal Exam - DRE)

2. การตรวจปัสสาวะเพื่อหาว่ามีเลือดหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urine Analysis)

3. การตรวจเลือดเพื่อตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)

4. การตรวจอัลตราซาวด์ต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (Transrectal Ultrasonography) สามารถเห็นต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะและตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก (Prostate Biopsy)

5. การส่องกล้องดูภายในกระเพาะปัสสาวะและต่อมลูกหมาก (Cystoscopy)

การรักษา

1. การผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด (Radical Prostatectmy) เป็นการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อเอาต่อมลูกหมากที่เป็นมะเร็งรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด

2. การผ่าตัดโดยใช้กล้อง (Laparoscopic radical Prost) เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องเพื่อเอาต่อมลูกหมากที่เป็นมะเร็งรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมด

3. การตัดต่อมลูกหมากโดยการส่องกล้องผ่านอวัยวะเพศ (Transurethral Resection of the Prostate - TURP) เป็นการตัดชิ้นเนื้อเพื่อให้ปัสสาวะไหลคล่อง

4. การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) คือการใช้ยาต้านมะเร็ง ซึ่งสามารถผ่านไปถึงทุกส่วนของร่างกายเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยมีแผนกเคมีบำบัด ภายใต้การดูแลของทีมสหสาขาวิชาชีพด้านการรักษาโรคมะเร็ง

5. การรักษาด้วยการควบคุม Hoemone เพศชาย

BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น โทร 0...





BIM100 รู้ทันโรคตาเสื่อม ดูแลสุขภาพก่อนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






จอประสาทตาเสื่อม โรคร้ายแรงที่สามารถรักษาได้





ตา จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เพราะเมื่อใดที่สูญเสียหรือเสื่อมสภาพลงไป ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตตามมา ซึ่งการที่คนเราจะเห็นภาพอะไรได้ชัดเจนนั้น เป็นเพราะการที่เรามองสิ่งต่างๆ และสามารถเดินทางเข้าไปสู่ในลูกตา โดยต้องผ่านส่วนต่างๆ ของดวงตา คือ กระจกตาและเลนส์แก้วตา และไปตกอยู่ที่จอประสาท ซึ่งเป็นผนังตาชั้นในที่มีเซลล์สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก ที่จะส่งผลไปสู่เส้นประสาทตา และนำไปสู่สมอง ทำให้คนเราสามารถมองเห็นได้ และทำกิจกรรมต่างๆ ได้  เช่นการอ่านหนังสือ ดูหนัง ขับรถ หรือแม้แต่การพบปะผู้คน ทักทายผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งในส่วนกลางรับภาพของจองประสาทตาเรียกว่า macula เป็นหนึ่งจุดที่มีความสำคัญมากที่สุด ถ้าเกิดเสื่อมสภาพลง จะทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน เหมือนมีจุดดำเข้ามาแทรกในการมองเห็น มองภาพบิดเบี้ยวไปจากที่เคย ก่อให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นของภาพระยะใกล้หรือระยะไกลไป จนดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้น ซึ่งในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม จะมีรูปแบบการรักษาถึง 2 วิธี ดังนี้





1.การรักษาด้วยแสงเลเซอร์



ในการเป็นโรคจอประสารทตาเสื่อมแบบเปียก จะสามารถเข้ารักษาได้ด้วยวิธีการฉายแสงเลเซอร์ จะทำหน้าที่ในการยับยั้งหรือช่วยชะลอเส้นเลือดที่ผิดปกติ ที่ทำให้มีเลือดออกในจอประสาทตา โดยการฉายเลเซอร์ไปตรงบริเวณที่มีพยาธิสภาพอยู่ ซึ่งในการรักษาวิธีนี้อาจจะไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้ แต่จะเป็นการรักษาให้การมองเห็นไม่แย่กว่าที่เคย และคงสภาพการมองเห็นแบบนี้ต่อไปไม่ให้แย่ลงไปอีก ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยแสงเลเซอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ





Laser Photocoagulation เป็นการฉายเลเซอร์ที่ก่อให้เกิดความร้อน ที่จะสามารถเข้าไปยับยั้งการลุกลามของเส้นเลือดผิดปกติภายใต้จอประสาทตาได้

Photodynamic therapy เป็นการรักษาที่ประกอบไปด้วยการฉีดยาเข้าไปทางเส้นเลือดให้ไหลไปตามกระแสเลือด และทำหน้าที่ในการจับตัวเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติบริเวณผนังจอประสาทตา จากนั้นจึงทำการฉายเลเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนไปยังจุดที่ต้องการรักษา

2.การรักษาแบบผ่าตัด



เป็นการผ่าตัดน้ำวุ้นตา , จอประสาทตา เพื่อเป็นการทำลายเส้นเลือดที่ผิดปกติภายใต้ผนังจอประสาทตา รวมทั้งแก้ไขปัญหาแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากโรค เช่น ภาวะเลือดออกใต้จอประสาทตา ถึงแม้ว่าการผ่าตัดจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ก็มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย เพราะหลังการรักษาจะทำให้มองเห็นลดลง

BIM100 กระตุ้นเม็ดเลือดขาว ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง โทร 094 709 4444





BIM100 กระตุ้นเม็ดเลือดขาว ดูแลสุขภาพโรคมะเร็ง

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







มะเร็งคืออะไร

มะเร็งคือ เซลล์ที่ผิดปกติ โดยที่เซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบโตแผ่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อดี ที่อยู่รอบด้านจนถึงอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบ ทำให้อวัยวะนั้น ๆ ทำหน้าที่เสียไป นอกจากนี้แล้วยังกระจายเจ้าหลอดน้ำเหลือง และหลอดโลหิตไปอยู่ที่อวัยวะอื่นอีกเช่น ปอด, ตับ, กระดูก และสมอง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ จึงถือเป็นเซลล์เนื้อร้ายหรือที่เรียกกันว่ามะเร็ง





มะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้สาเหตุที่จริงยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อกันว่ามีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ เช่น เชื้อไวรัส, สารเคมีบางอย่าง, แสงแดดล ตัวพยาธิบางชนิด, แผลอักเสบเรื้อรัง ฯลฯ

ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ต่างกันอย่างไร

ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นมะเร็วได้เท่า ๆ กัน แต่ผู้ชายเป็นมะเร็งมากในช่วงที่อายุสูงกว่าผู้หญิง คือผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 78.83 ในขณะที่ผู้ชายมีมากถึงร้อยละ 83.77 มะเร็งที่เป็นมากในผู้ชายคือ มะเร็งปอด, ตับ, กล่องเสียง ช่องปาก ส่วนผู้หญิงเป็นมะเร็งของคอมดลูก, เต้านม,ปอดและหลอดลม มากตามลำดับเฉพาะในประเทศไทย



จะทราบได้อย่างไรว่าเริ่มเป็นมะเร็ง

 มะเร็งในระยะแรกเริ่มนั้นปกติจะไม่มีอาการ ฉะนั้น จึงต้องมีการตรวจร่างกายบ่อย ๆ ถึงแม้จะไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งเป็นมะเร็งคอมดลูกสูงมาก จึงจำเป็นต้องตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้ง ในวันที่ 8 ของประจำเดือน

นอกจากนี้ต้องสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายมี 7 อย่างดังนี้คือ

แผลที่เรื้อรังมานาน ๆ รักษาไม่หาย ไม่ว่าจะเป็นแผลที่ผิวหนัง, กระพุ้งแก้ม, ลิ้น

มีก้อนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ที่นม, ผิวหนังในปาก, บริเวณทวารหนัก

มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน หรือหูด เช่นมีขนาดโตผิดปกติ สีเข้มขั้น หรือสีจางลง รูปร่างเปลี่ยน นูนขึ้น มีแผล เสลดทีน้ำเหลืองหรือเลือดออก

มีเลือดหรือน้ำเหลืองออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ตกขา หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ถ้าปัสสาวะเป็นเลือด ไอเป็นเลือด เป็นต้น

ท้องอืด เบื่ออาหาร กลืนลำยาก และผอมลง

เสียงแหบและไอที่หาสาเหตุไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติวิสัย เช่นท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือเป็นเลือด

ถ้ามีอาการดังกล่าว อย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นจะต้องไปให้แพทย์ตรวจร่างกายโดยละเอียดทันที













5. โรคมะเร็ง มีการป้องกันได้อย่างไร

ยังป้องกันโดยตรงไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่อาจป้องกันสาเหตุร่วมที่จะทำให้เป็นมะเร็งได้ เช่นในช่องปาก ควรรักษาความสะอาดให้ดี ฟันผุเรื้อรังควรถอนรักษา, ฟันปลอมที่ไม่เหมาะสมต้องแก้ไข งดกินหมาก อมเมี่ยง, งดบุหรี่, เหล้า, งดอาหารที่มีเชื้อรา เป็นต้น



6. มะเร็งรักษาให้หายได้หรือไม่

มะเร็งในระยะแรกเริ่มคือเป็นน้อย ๆ อาจรักษาให้หายขาดได้ เช่น มะเร็วผิวหนัง, เต้านม, คอมดลูก ลำไส้ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไปหาแพทย์เพื่อรักษานั้น เป็นมาก คือในระยะสุดท้ายของโรค แพทย์ได้ทำการรักษาให้จึงไม่หรือหรือหายชั่วคราวไม่หายขาดทำให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นมะเร็งแล้วรักษาไม่หายต้องตายเสมอไป



7. การักษาโรคมะเร็งมีวิธีใดบ้าง

การรักษาโรคมะเร็งมีหลักดังนี้

1. ในระยะเริ่มเป็น

ผ่าตัดออกให้หมด

การฉายแสง, ใส่แร่เรเดียม หรือจะต้องทำทั้ง 2 อย่าง

2. ในระยะเป็นมาก การรักษาต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น

การผ่าตัดแล้วตามด้วยรังสีรักษา (การฉายแสง)

ให้แสงรังสีรักษาก่อน ตามด้วยการผ่าตัด

ให้เคมีบำบัด (ยา) นำไปก่อนแล้วตามด้วยผ่าตัด

ให้เคมีบำบัด (ยา) นำไปก่อนแล้วตามด้วยการฉายแสง





แล้วแต่แพทย์จะเป็นผู้ตัดสิน ว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ถ้าเป็นมากการรักษาโดยวิธีผ่าตัดอย่างเดียว, ฉายแสงอย่างเดียว หรือรักษาด้วยยาอย่างเดียว จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร คืออาการหายจะมีน้อย ฉะนั้นจึงต้องรักษาด้วยวิธีการทั้ง 3 อย่างร่วมกันคือทำผ่าตัด, ฉายแสง และอาจให้ยา หรือผ่าตัดให้ยาต่อแล้วแต่กรณี แต่จะมีมะเร็งบางชนิดที่ได้ผลต่อยาดีมากคือ มะเร็งเม็ดเลือด, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งของรังไข่ ฯลฯ ฉะนั้น ถ้าเป็นมะเร็งในระยะเป็นมากท่านจะต้องปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำจึงจะมีโอกาสหาย มิใช่ท่านเป็นผู้เลือกวิธีการรักษาเอง



8. หลังจากการรักษาโรคมะเร็งแล้วท่านจะต้องปฏิบัติอย่างไร

เมื่อได้รับการรักษาจากแพทย์แล้ ไม่ว่าโดยวิธีใดท่านจะต้องกลับไปรับการตรวจกับแพทย์เป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์แนะนำเพื่อติดตามผลการรักษา หากมีอะไรเกิดขึ้นจะได้รักษาต่อให้ทันเวลา

วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บิมร้อย น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม โทร 094 709 4444





บิมร้อย น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพโรคตาเสื่อม

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







วุ้นในลูกตาเสื่อม อันตรายที่คนใช้คอมพิวเตอร์ต้องอ่าน (emaginfo)



          ในชีวิตประจำวันของคนทุกคน เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีใครที่ใช้คอมพิวเตอร์ บางคนต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน ก็เลยทำให้หนุ่มสาววัยทำงาน เริ่มเป็นกันมากขึ้น



          โรควุ้นในตาเสื่อมเป็นโรคที่มักจะเกิดกับผู้มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับพบโรคนี้ในวัยหนุ่มสาวคนทำงานออฟฟิศกันมากขึ้นจนน่าตกใจ เรียกได้ว่าโรควุ้นในตาเสื่อมเป็นหนึ่งในโรค office syndrome โดยตอนนี้ในประเทศไทย มีคนเป็นโรคนี้ถึง 14 ล้านคนแล้ว จากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์


 วุ้นในตาเสื่อม กับความเสี่ยงที่มากขึ้น



          ในคนที่เป็นโรคอาการวุ้นในตาเสื่อม เวลาลืมตาจะเห็นเป็นคราบดำ ๆ เหมือนหยากไย่ ลอยไปลอยมาเหมือนคราบที่ติดกระจก โดยจะเห็นชัดก็ต่อเมื่อมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาว ๆ ฝาห้องขาว ๆ ฝาห้องน้ำขาว ๆ จะเห็นเป็นคราบดำ ๆ ลอยไปลอยมา



          ในบางคน อาจมีอาการมากกว่านั้นคือ ประสาทตาฉีกขาด จะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา ซึ่งอาการนี้น่ากลัวมาก ๆ และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิมจะตาบอดหรือไม่



โรควุ้นในตาเสื่อม



 สาเหตุของโรค



          การใช้สายตามากเกินไป หรือเพ่งจอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เป็นเวลานาน คือสาเหตุของโรควุ้นในตาเสื่อม



          แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้ที่สายตามาก ๆ เช่น ช่างเจียระไนเพชรพลอย ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะเล่นอินเทอร์เน็ต หรือเล่นคอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต



          ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าไม่ว่าคุณจะเล่นเน็ต, เล่นเกม, อ่านไดอารี่, อ่านบทความ, อ่าน หนังสือหรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น










          เพราะถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดา ๆ ระยะห่างระหว่างลูกตากับตัวหนังสือจะคงที่แน่นอน เพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอนกว่า กล้ามเนื้อและประสาทตาจึงทำงานค่อนข้างคงที่



          แต่ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุด ๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่คมชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป อย่าลืมว่าจอ LCD เราก็ต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือน อยู่บนแผ่นกระดาษ



          ดังนั้นจึงทำให้การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน บวกกับลักษณะการอ่านหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง เพื่อที่จะอ่านบรรทัดด้านล่างได้หรือไม่ก็ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ



          แต่การเลื่อนบรรทัดนี้ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษ ที่แขนกับคอเราจะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้าง หรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุก ๆ จึงทำให้ปวดตามาก ๆ เพราะจะต้องลากลูกตาเลื่อนตามบรรทัดที่กระตุก ๆ นั้นไปตลอด



          นอกจากนี้ยังรวมถึงการพิมพ์ตัวหนังสือ ที่บางทีคุณต้องก้มเพื่อมองนิ้ว ว่ากดตำแหน่งบนแป้นพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จ คุณจะปวดตามาก ๆ





 เป็นโรควุ้นตาเสื่อมทำอย่างไร



          ผู้มีวุ้นตาเสื่อมประเภทไม่เป็นอันตราย: ภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ควรสังเกตตัวเอง หากมีภาวะดังต่อไปนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพราะมักเกิดจากสาเหตุที่ทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อมประเภทอันตราย



           1. จุดลอยดังกล่าวมีจุดใหม่ลอยมากขึ้น



           2. มีแสงระยับคล้ายแสงแฟลช (Flash)



           3. สายตามัวลง



           4. มีอาการคล้ายมีม่านบังดวงตาเป็นแถบ ๆ



          ผู้มีวุ้นตาเสื่อมประเภทมีอันตราย ควรปฏิบัติตามจักษุแพทย์ และพยาบาลจักษุแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้ได้ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น



  วิธีชะลอการเสื่อมของวุ้นตา



           1. มีบางรายงานแนะนำใช้ยาประเภทบำรุงร่างกายเป็นวิตามิน/อาหารประเภทสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ (Antioxidant) แต่ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่าได้ผลจริง โดยทั่วไปการรับประทานอาหารครบทุกหมู่ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณเหมาะสมที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน) นำมาซึ่งร่างกายแข็งแรงน่าจะเพียงพอ



           2. ไม่สูบบุหรี่ งด/เลิกบุหรี่เมื่อสูบอยู่



           3. มีการออกกำลังกายที่พอดีกับสุขภาพสม่ำเสมอ



           4. หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่จะส่งผลถึงดวงตา



           5. หากมีโรคทางกายเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมให้ดี

สร้างภูมิสมดุล เม็ดเลือดขาว ดูแลโรคมะเร็ง BIM100น้ำมังคุด โทร 094 709 4444





สร้างภูมิสมดุล เม็ดเลือดขาว ดูแลโรคมะเร็ง BIM100น้ำมังคุด

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคมะเร็ง รู้ทัน....ไม่อันตราย

เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้เราพบมะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์มากกว่า 100 ชนิด และโรคมะเร็งยังคงเป็นโรคที่ท้าทายวงการแพทย์มากที่สุด เพราะเป็นโรคที่ทำการรักษายากและยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งได้ จนทำให้กลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ของคนไทย



                โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่เป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้  แล้วมะเร็งคืออะไร... มะเร็งคือกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายมีความผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดจะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อ เนื่องจากขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ถ้าเซลล์ลุกลามหรือเกิดขึ้นในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น







รู้ก่อนปลอดภัย ป้องกัน...ก่อนภัยเงียบมาถึงตัว



                การเกิดโรคมะเร็งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนที่ยังไม่อาจระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยง อาทิ การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบบี จากสารเคมีและสารก่อมะเร็ง อาทิ นิเกิล โครเมี่ยม ดินปะสิว รวมถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว



                ผู้หญิงหลายร้อยคนที่ไม่รู้....และผู้หญิงหลายร้อยคนที่รู้...แต่ละเลย ทำให้มีสถิติเป็นมะเร็งสูงมากขึ้น มะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงคือ มะเร็งที่เกิดขึ้นกับระบบสืบพันธุ์ อาทิ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและอาจจะรวมถึงมะเร็งเต้านม ซึ่งนับเป็นภัยเงียบที่รุนแรงต่อชีวิตของผู้หญิง และเป็นเรื่องที่ผู้หญิงควรให้ความสนใจในการเฝ้าระวัง รวมถึงหมั่นสังเกตความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ดังนี้












                มะเร็งปากมดลูก มักพบบ่อยในผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่อายุยังน้อย มีลูกหลายคน มีคู่นอนหลายคน สูบบุหรี่ โดยมีอาการที่ควรสังเกต คือ มีเลือดออกแบบผิดปกติทางช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติและมีกลิ่นแรง



                มะเร็งรังไข่ มักพบบ่อยในผู้หญิงที่อายุระหว่าง 40-60 ปี โดยมีอาการที่ควรสังเกต คือ อาการท้องผูก แน่นท้อง เบื่ออาหาร คลำพบก้อนที่ท้อง



                มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มักพบมากในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยมีอาการที่ควรสังเกต คือ มีเลือกออกผิดปกติทางช่องคลอด โดยเฉพาะในช่วงวัยที่หมดประจำเดือนแล้ว



                มะเร็งเต้านม มักพบมากในผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุยังน้อย หรือมีลูกคนแรกตอนอายุมากกว่า 30 ปี รับประทานอาหารที่มีไขมันมากและดื่มแอลกอฮอลล์จัด โดยมีอาการที่ควรสังเกต คือ มีก้อนที่เต้านม มีเลือด น้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม







                มะเร็งไม่น่ากลัวอย่างที่คิด...หากรู้ตัวเร็วสักนิด ทุกชีวิตจะรักษาได้



ควรรับการตรวจภายในและเช็คมะเร็งปากมดลูกทุกปี เพื่อหาความผิดปกติ เพราะโรคมะเร็งใดๆ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นนั้น โอกาสรักษาให้หายก็มีมากขึ้นนอกจากนี้การตรวจเต้านมด้วยตนเอง  ก็อาจจะช่วยให้พบมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรช่วยโรคตาเสื่อม โทร 094 709 4444





BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรช่วยโรคตาเสื่อม

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







วุ้นในลูกตาเสื่อม อันตรายที่คนใช้คอมพิวเตอร์ต้องอ่าน (emaginfo)



          ในชีวิตประจำวันของคนทุกคน เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีใครที่ใช้คอมพิวเตอร์ บางคนต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เกือบทั้งวัน ก็เลยทำให้หนุ่มสาววัยทำงาน เริ่มเป็นกันมากขึ้น



          โรควุ้นในตาเสื่อมเป็นโรคที่มักจะเกิดกับผู้มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับพบโรคนี้ในวัยหนุ่มสาวคนทำงานออฟฟิศกันมากขึ้นจนน่าตกใจ เรียกได้ว่าโรควุ้นในตาเสื่อมเป็นหนึ่งในโรค office syndrome โดยตอนนี้ในประเทศไทย มีคนเป็นโรคนี้ถึง 14 ล้านคนแล้ว จากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์



 วุ้นในตาเสื่อม กับความเสี่ยงที่มากขึ้น



          ในคนที่เป็นโรคอาการวุ้นในตาเสื่อม เวลาลืมตาจะเห็นเป็นคราบดำ ๆ เหมือนหยากไย่ ลอยไปลอยมาเหมือนคราบที่ติดกระจก โดยจะเห็นชัดก็ต่อเมื่อมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาว ๆ ฝาห้องขาว ๆ ฝาห้องน้ำขาว ๆ จะเห็นเป็นคราบดำ ๆ ลอยไปลอยมา



          ในบางคน อาจมีอาการมากกว่านั้นคือ ประสาทตาฉีกขาด จะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา ซึ่งอาการนี้น่ากลัวมาก ๆ และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิมจะตาบอดหรือไม่


โรควุ้นในตาเสื่อม



 สาเหตุของโรค



          การใช้สายตามากเกินไป หรือเพ่งจอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เป็นเวลานาน คือสาเหตุของโรควุ้นในตาเสื่อม



          แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้ที่สายตามาก ๆ เช่น ช่างเจียระไนเพชรพลอย ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะเล่นอินเทอร์เน็ต หรือเล่นคอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต



          ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าไม่ว่าคุณจะเล่นเน็ต, เล่นเกม, อ่านไดอารี่, อ่านบทความ, อ่าน หนังสือหรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น












          เพราะถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดา ๆ ระยะห่างระหว่างลูกตากับตัวหนังสือจะคงที่แน่นอน เพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอนกว่า กล้ามเนื้อและประสาทตาจึงทำงานค่อนข้างคงที่



          แต่ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุด ๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่คมชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป อย่าลืมว่าจอ LCD เราก็ต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือน อยู่บนแผ่นกระดาษ



          ดังนั้นจึงทำให้การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน บวกกับลักษณะการอ่านหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง เพื่อที่จะอ่านบรรทัดด้านล่างได้หรือไม่ก็ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ



          แต่การเลื่อนบรรทัดนี้ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษ ที่แขนกับคอเราจะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้าง หรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุก ๆ จึงทำให้ปวดตามาก ๆ เพราะจะต้องลากลูกตาเลื่อนตามบรรทัดที่กระตุก ๆ นั้นไปตลอด



          นอกจากนี้ยังรวมถึงการพิมพ์ตัวหนังสือ ที่บางทีคุณต้องก้มเพื่อมองนิ้ว ว่ากดตำแหน่งบนแป้นพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จ คุณจะปวดตามาก ๆ





 เป็นโรควุ้นตาเสื่อมทำอย่างไร



          ผู้มีวุ้นตาเสื่อมประเภทไม่เป็นอันตราย: ภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ควรสังเกตตัวเอง หากมีภาวะดังต่อไปนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพราะมักเกิดจากสาเหตุที่ทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อมประเภทอันตราย



           1. จุดลอยดังกล่าวมีจุดใหม่ลอยมากขึ้น



           2. มีแสงระยับคล้ายแสงแฟลช (Flash)



           3. สายตามัวลง



           4. มีอาการคล้ายมีม่านบังดวงตาเป็นแถบ ๆ



          ผู้มีวุ้นตาเสื่อมประเภทมีอันตราย ควรปฏิบัติตามจักษุแพทย์ และพยาบาลจักษุแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้ได้ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น



  วิธีชะลอการเสื่อมของวุ้นตา



           1. มีบางรายงานแนะนำใช้ยาประเภทบำรุงร่างกายเป็นวิตามิน/อาหารประเภทสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ (Antioxidant) แต่ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่าได้ผลจริง โดยทั่วไปการรับประทานอาหารครบทุกหมู่ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณเหมาะสมที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน) นำมาซึ่งร่างกายแข็งแรงน่าจะเพียงพอ



           2. ไม่สูบบุหรี่ งด/เลิกบุหรี่เมื่อสูบอยู่



           3. มีการออกกำลังกายที่พอดีกับสุขภาพสม่ำเสมอ



           4. หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่จะส่งผลถึงดวงตา



           5. หากมีโรคทางกายเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมให้ดี

BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน ข้อเสื่อม โทร 094 709 4444





BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน ข้อเสื่อม

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/22

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM, Diabetes) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น



โรคเบาหวาน



จากข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation, IDF) พบผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกราว 415 ล้านคนในปี 2558 และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 642 ล้านคนในปี 2583 สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี เป็นโรคเบาหวานร้อยละ 7.1 หรือหมายความว่า ในจำนวนคน 100 คน จะพบคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 7 คน และจำนวนมากกว่าครึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน สถิติการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องถึงภัยร้ายของโรค เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนลุกลามใหญ่โตจนต้องสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทางสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้



ในปัจจุบัน ประเทศไทยยึดหลักเกณฑ์ตามสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในการจำแนกผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด หากผลการตรวจหลังงดอาหารและเครื่องดื่มมีน้ำตาลอยู่กระแสเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ทั้งนี้ระดับน้ำตาลในเลือดยังบ่งบอกถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ด้วย (Prediabetes) ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเป็นเบาหวานสามารถพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2  (เบาหวานที่เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้) โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองในอนาคตได้ง่ายขึ้น










อาการของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานในระยะแรกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการของโรคเบาหวานแต่ละชนิดอาจมีความคล้ายกัน ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย  มีอาการชา โดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะแสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์



สาเหตุของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานมีหลายประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) เป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน และเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยา หรือเกิดจากโรคชนิดอื่น



การวินิจฉัยโรคเบาหวาน



แพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและของบุคคลในครอบครัว และการตรวจร่างกาย และที่สำคัญต้องอาศัยการตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก โดยมีวิธีการวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดหลายวิธี ได้แก่



การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ (Random/Casual Plasma Glucose Test)

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Plasma Glucose: FPG)

การตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1c: HbA1c)

การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)

หากผู้ป่วยไม่มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจนคือ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่มีสาเหตุ การตรวจด้วยวิธีทั้งหมดข้างต้นจำเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้งด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

อาหารเสริมสมุนไพร BIM100 อาการโรคข้อเสื่อม วิธีดูแลสุขภาพ โทร 088 826 4444





อาหารเสริมสมุนไพร BIM100 อาการโรคข้อเสื่อม วิธีดูแลสุขภาพ

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคข้อเข่าเสื่อม



เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุโดยพบในเพศหญิงบ่อยกว่าชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะพบแพทย์ด้วยอาการปวดเข่าเป็นสำคัญ บางคนอาจจะมาด้วยอาการเดินลำบาก ข้อติดมีเสียงดัง บางคนก็ไม่ปวดมากจะปวดเฉพาะเวลาขึ้นหรือลงบันไดหรือนั่งยองๆ หรือนั่งนานแล้วจะลุกเท่านั้น สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของผิวข้อเนื่องจากการใช้งานมาก และเนื่องจากความชราภาพ แต่บางครั้งก็พบในคนไข้ที่อายุน้อย ซึ่งเคยมีประวัติจากการบาดเจ็บของข้อเข่านั้นมาก่อน เช่น เอ็นไขว้ขาด หรือหมอนรองเข่าฉีกขาด หรือกระดูกหักเข้าข้อ หรือบางคนเกิดจากลูกสะบ้าเอียงก็เป็นสาเหตุได้



โรคข้อเข่าเสื่อม จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่ก็มีวิธีช่วยชลอความเสื่อมดังกล่าวให้ช้าลง จนมีอาการดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยาแก้ปวดอักเสบของข้อ การใช้ยาบำรุงผิวข้อ การฉีดยาเข้าข้อ การส่องกล้องล้างข้อ และผิวข้อ หรือแม้แต่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมในวิธีต่างๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในการรักษาของแพทย์ตามความรุนแรงของโรค และอายุของผู้ป่วย










การผ่าตัดเปลี่ยนข้อ เข่าเทียมแบบแผลเล็ก

เข้ามาช่วย โดยหลีกเลี่ยงการตัดกล้ามเนื้อเหนือลูกสะบ้า รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ผิวข้อเข่าเทียมที่ได้รับมาตรฐานด้านคุณภาพเข้ามาช่วย ทำให้สามารถลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัด แบบมาตรฐาน รวมถึงช่วยให้ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลง เพียง 1 วันหลังรับการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถเดินโดยใช้ไม้พยุงช่วย จากนั้นก็จะเดินขึ้นและลงบันไดได้ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดจะมีขนาดสั้นเพียง 3-4 นิ้ว นอกจากจากนั้นข้อเข่าเทียมที่เราใช้ยังเป็นข้อเทียมชนิดงอได้มากและตัวรับ น้ำหนักสามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งจะมีผลทำให้อายุของข้อสามารถใช้งานได้นานขึ้น ยังคงการเดินที่ปกติ ไม่แตกต่างจากข้อปกติมากเกินไป



ข้อดีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบแผลเล็ก

-ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

-รอยแผลเป็นหลังผ่าตัดสั้นเพียง 3-4 นิ้ว

-เสียเลือดน้อยกว่า และเจ็บปวดน้อยกว่า

-หลังการผ่าตัด 1 วัน สามารถเดินลงน้ำหนักโดยใช้ไม้พยุงช่วย

-ใช้เวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า

อาการโรคเบาหวาน BIM100 ดูแลสุขภาพให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โทร 094 70...







อาการโรคเบาหวาน BIM100 ดูแลสุขภาพให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/22

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรคเบาหวาน


โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ อันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินลดลง เป็นเหตุให้น้ำระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ง่าย อาทิ ตา ไต รวมไปถึงระบบประสาท ส่วนใหญ่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ร่างกายจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนอาหารให้เป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนที่มีชื่อว่า เบต้าเซลล์ จะเป็นตัวสร้างอินซูลิน โดยที่อินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน



ความสำคัญของ อินซูลิน ต่อร่างกาย

อย่างที่บอกไปในตอนแรกที่เริ่มทำความรู้จักกับ โรคเบาหวาน ว่า อินซูลิน นั้นเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สำคัญภายในร่างกาย สร้างและหลั่งออกมาจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน มีหน้าที่พาน้ำตากลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญและเป็นพลังงานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต หากร่างกายขาดอินซูลิน หรืออินซูลินนั้นออกฤทธิ์ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะใช้การไม่ได้ เป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งนอกจากจะมีความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว ก็ยังมีความผิดปกติในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น มีการสลายตัวของสารไขมันและโปรตีนร่วม



10 สัญญาณอันตราย โรคเบาหวาน



1. อ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอ และไม่ได้ป่วยไข้



2. ผอมลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ



3. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ



4. หิวน้ำมากกว่าปกติ (เพราะร่างกายสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย)



5. ตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ



6. ปวดขา ปวดเข่า



7. ผิวหนังแห้ง และมีอาการคัน อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด



8. เป็นฝีตามตัวบ่อยๆ



9. อารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย



10. แผลหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือขึ้นสะเก็ดเสียที












ใครที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ?



โรคเบาหวาน นั้นเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ฉะนั้นผู้ที่มีญาตสายตรง อย่าง พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีทั้งพ่อและแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน รุ่นลูกก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นถึงร้อยละ 50



นอกจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแล้ว ยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานได้ อาทิ ผู้ที่มีน้ำเกิน หรือเรียกว่า อ้วน , ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย , มีไขมันในเลือดสูง โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นได้เท่าๆ กัน



โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานนั้นถือได้ว่าเป็นโรคเรื้อรังที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแข็ง หรือตีบ ซึ่งหากหลอดเลือดในอวัยวะส่วนใดของร่างกายแข็ง หรือตีบ ก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้นๆ ดังจะเห็นได้ว่า โรคเบาหวาน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ทุกระบบ อันได้แก่ ระบบประสาท , ตา , ไต , ไต , หัวใจและหลอดเลือด , ผิวหนัง และช่องปาก เป็นต้น



อาการของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน



หากกล่าวถึงโดยภาพรวมอาการของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานนั้นจะปัสสาวะบ่อย มีน้ำหนักที่ลดลง หิวบ่อย บางครั้งก็มีอาการอ่นเพลีย อันเนื่องมาจากการที่มีน้ำตาลในเลือดสูง คราวนี้ เราลองมาดูกันลึกลงไปอีกนิดว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีอาการใดแสดงให้เห็นเพิ่มเติมได้อีกบ้าง



ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวานก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือดเพียง 70 - 110 มก.% โดยหลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเข้าไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 140 มก.% ซึ่งที่มีระดับน้ำตาลไม่มากก็อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานนั้นทำได้ด้วยการเจาะเลือด มีอาการที่พบได้บ่อยดังนี้



คนปกติที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะไม่ลุกขึ้นมาปัสสาวะในช่วงเวลากลางดึก หรือปัสสาวะเป็นอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เกินกว่า 180 มก.% น้ำตาลก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ อีกทั้งยังอาจพบได้ว่าปัสสาวะของตนเองมีมดตอม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะหิวน้ำบ่อย อันเนื่องมาจากต้องมีการทดแทนน้ำที่ร่างกายขับออกมาทางปัสสาวะ

มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่มีอยู่ได้ จึงได้ย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา

ผู้ป่วยมักจะหิวบ่อยและกินเก่ง แต่ในทางตรงกันข้าม น้ำหนักตัวจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เกิดเพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อแทน

อาการอื่นที่อาจพบได้ อาทิ การติดเชื้อ , แผลหายช้า หรือมีอาการคันตามจุดต่างๆ ของร่างกาย

เกิดการคันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการคันอาจเกิดจากผิวที่แห้งจนเกินไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง

การมองเห็นไม่ชัดเจน สายตาพร่ามัวจนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางสายตา เช่น สายตาสั้น , ต้อกระจก หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง