แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคลอรี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคลอรี่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

25 พฤติกรรมที่เปลี่ยนพุงพลุ้ยเป็นหุ่นเพรียว

25 พฤติกรรมที่เปลี่ยนพุงพลุ้ยเป็นหุ่นเพรียว


          เปลี่ยนพุงพลุ้ยเป็นหุ่นเพรียวแค่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การกินอยู่ 25 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง และควรทำมีอะไรบ้าง มาดูกัน !!!

       1. ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอนเพื่อเร่งขับของเสียออกจากร่างกาย

       2. ห้ามอดอาหารเช้า ควรกิน ช่วง 6.00 น. - 10.00 น.ไม่งั้นจะหิวมากขึ้นจนกินอาหารมื้อต่อไปแบบไม่ยั้ง

       3. พยายามอย่าเครียด เพราะส่งผลให้ร่างกายต้องการอาหารเพิ่มขึ้นจนหิวบ่อย


       4. หัวเราะให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกายและเป็นการออกกำลังกายหน้าท้องไปในตัว

       5. ปรุงอาหารด้วยเกลือและน้ำตาลให้น้อยที่สุด

       6. ลดการดื่มชากาแฟ และครีมเทียม


       7. หลีกเลี่ยงอาหารทอด หรือติดมันอย่างหนังไก่กุนเชียง กากหมู หมูสามชั้นทอด

       8. ใช้จานอาหารสีน้ำเงิน ช่วยลดความอยากอาหารได้
     
       9. เลือกภาชนะเล็กลง หากทำอาหารกินเองให้เลือกภาชนะที่เล็กลงกว่าเดิม เพื่อหลอกตาว่าได้กินปริมาณเยอะแล้ว


       10. จดบันทึกพฤติกรรมการกินทุกวัน เพื่อหยุดการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์

       11. หยุดกินทุกอย่างหลัง 6 โมงเย็น เพื่อให้ระบบการย่อยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

       12. ชั่งน้ำหนัก ควรชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อควบคุมน้ำหนัก


       13. อย่ากินไป ดูทีวีไป เพราะจะกินเพลินเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ

       14. หาเพื่อนร่วมลดความอ้วน จะยิ่งมีกำลังใจในการลดความอ้วนมากขึ้น

       15. ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนกินอาหารทุกครั้ง ช่วยเร่งระบบเผาผลาญ กำจัดไขมันส่วนเกิน อีกทั้งช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น


       16. อ่านฉลากดูแคลอรี่ข้างกล่อง ก่อนซื้ออาหารและเครื่องดื่มทุกครั้ง เพื่อลดปริมาณแคลอรี่ที่ไม่จำเป็นเข้าสู่ร่างกาย

       17. อย่าอดอาหารเด็ดขาด เพราะยิ่งอด ยิ่งหิว

       18. เดินให้ได้วันละ 30 นาที

       19. เคี้ยวอาหารช้า ๆ ก่อนกลืน


       20. เปลี่ยนการให้รางวัลตัวเองด้วยอาหาร เป็นการไปเที่ยว นวดตัวหรือช็อปปิ้งแทน

       21. การนอนหลับที่เพียงพอ ช่วยควบคุมความอยากอาหาร

       22. แบ่งการกินอาหาร เป็นมื้อเล็ก ๆ 4 - 5 มื้อ ช่วยควบคุมความอยากและช่วยให้เผาผลาญได้ดีกว่าการกิน 3 มื้อ


       23. อย่ากักตุนอาหารไว้ในตู้เย็น เพราะสุดท้ายจะต้องมานั่งเก็บตกเอง แนะนำว่าเปลี่ยนเป็นกักตุนผลไม้จะดีกว่า

       24. เลือกกินแต่ผักผลไม้สด เพราะน้ำผลไม้ปั่น และผลไม้ดองส่วนใหญ่ใส่น้ำตาลและน้ำเชื่อม

       25. ดื่มชาเขียวไม่ผสมน้ำตาล 3 ถ้วยต่อวัน ช่วยเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่

(นิตยสาร lemonade)






ทั้ง เผาผลาญไขมันเก่า และ บล็อคไขมันใหม่ 
ด้วยนวัตกรรมจาก สวิสเซอร์แลนด์ และ ฝรั่งเศส
 Di-S เซ็ตลดน้ำหนักครบวงจร
รายละเอียดเพิ่มเติม
โทร. 094-435-0404 , 089-071-8889
line id : JumbolifeShop




วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างถูกวิธี


ดื่มแอลกอฮอล์อย่างถูกวิธี




ของทุกสิ่งบนโลกนี้มีประโยชน์และโทษ ฉะนั้นในเมื่อแอลกอฮอล์ก็ถูกกฏหมายแต่ทำไมถึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้าย วันนี้เราไปดูวิธีดื่มอย่างปลอดภัยกัน

        สาเหตุที่แอลกอฮอล์นั้นอันตราย ก็เนื่องจากแอลกอฮอล์นั้นได้รับสิทธิพิเศษจากร่างกายเรา คือได้รับช่องทางด่วนจากกระเพาะตรงเข้ากระแสเลือดและลัดไปที่ตับเลย โดยครึ่งนึงของแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมภายใน 10 นาทีหลังจากที่ดื่มเข้าไป และอีกครึ่งนึงจะหมดไปภายใน 1 ชั่วโมงถ้ากระเพาะว่าง สาเหตุที่ร่างกายต้องให้สิทธิพิเศษกับแอลกอฮอล์ ก็เพราะ “มันเป็นพิษ” ร่างกายจึงต้องเปิดทางด่วนไปที่ตับเพื่อจะกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุด

       ซึ่งร่างกายสามารถจัดการกับแอลกอฮอล์ได้ 1 หน่วย ต่อ 1 ชั่วโมง (ในรูปประมาณ 1-1.5 หน่วย) โดยกระบวนการนี้ทำให้เกิดไขมันในตับ ซึ่งถ้าอยู่ในขั้นแรกนั้นตับยังสามารถรักษาตนเองได้เพียงแค่คุณหยุดดื่ม แต่ถ้ายังจะพยายามเท่ห์ในวงเหล้าโชว์ว่าตนเองกินเหล้าได้เทพขนาดไหนต่อไป เซลล์ตับก็จะตาย และอาการจะรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้

       ผมคงไม่ห้ามใครดื่ม แต่อยากแนะนำอัตราการดื่มที่เหมาะสมต่อวันคือผู้ชายไม่ควรดื่มเกิน 3 หน่วย และผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วย (หรือคงต้องใช้คอนเซ็ปดื่มน้อยยยๆ และดื่มนานๆ)


แล้วทำไมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วจึงอ้วน ????
      หากนำมาเปรียบเทียบในเชิงปริมาณของการให้พลังงานแล้วนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดได้ว่าให้พลังงานสูงอยู่ในลำดับต้นๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 กรัมจะให้พลังงานมากถึง 7 แคลอรี มากเกือบเท่าไขมัน และเกือบเป็นสองเท่าของคาร์บและโปรตีน


ยิ่งการที่เป็นเครื่องดื่มทำให้เรารับแคลอรี่ได้มาก เพราะไม่ทำให้รู้สึกอิ่ม ดูดซึมเร็ว แถมดื่มแล้วเพลินอีกต่างหาก ซึ่งเสมือนเกับการกระดกน้ำมันพืชเพียวๆเข้าปากเลยทีเดียว(เบียร์ 1 กระป๋องเท่ากับน้ำมันพืชประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ หรือต้องไปเดินถึง 4 กิโลเมตรถึงจะเผาผลาญหมด) แถมการดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่มักมีกับแกล้มที่เป็นอาหารประเภทของมัน ของทอด ร่วมอีกด้วย
     รู้กันแล้วก็รับผิดชอบวางแผนชีวิตกันดีๆนะครับ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และดื่มแต่พอดีครับ ^^





OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โรคเอสแอลอี SLE  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

คลิ๊ก!!!

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 อานนท์






วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

14 เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำหนักลดได้



14 เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำหนักลดได้

คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อที่จะลดน้ำหนัก เพราะผลการศึกษาใหม่ ๆ บอกให้เรารู้ว่า แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างแค่เล็กน้อย มันจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว แถมยังช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วย ไปดูกันว่า วิธีที่เราหยิบมาแนะนำวันนี้มีอะไรบ้าง

1.หยิบปากกาทุกครั้งหลังอาหาร

ไม่ใช่แค่หยิบปากกาขึ้นมาเฉย ๆ หรอกนะจ๊ะ แต่ให้หยิบขึ้นมาจดว่า มื้อนั้นคุณทานอะไรเข้าไปบ้าง เพื่อจะได้ควบคุมปริมาณการรับประทานอาหารให้เหมาะสมเท่านั้นเอง แถมยังสามารถจำกัดแคลอรี่ไม่ให้มากเกินความต้องการของร่างกายได้ด้วยนะ เพราะเราจะได้รู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมการรับประทานเป็นแบบไหนนั่นเอง ลืมทานมื้อไหนหรือเปล่า หรือชอบทานอะไรซ้ำ ๆ กันในรอบสัปดาห์ หรือวันหยุด นั่นเพราะการรู้ว่าตัวเองทานอะไร อย่างไร จะช่วยให้คุณคำนวณได้ว่า ควรเปลี่ยนอะไรให้ถูกต้องเหมาะสมสำหรับตัวเอง

ขณะเดียวกัน การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังบอกด้วยว่า คนที่จดว่าทานอะไรเข้าไปบ้าง ได้สารอาหารอะไรบ้าง จะสามารถลดน้ำหนักลงได้มากกว่าคนที่ไม่ได้จดถึง 2 เท่า และหากคุณทำเช่นนี้พร้อม ๆ กับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม คุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้เฉลี่ย 5-6 กิโลกรัม ภายใน 6 เดือนทีเดียวเชียว

2.ข้ามโฆษณาไปซะ

เมื่อใดที่รายการโปรดของคุณเปลี่ยนเป็นโฆษณา ขอให้คุณลุกขึ้นจากที่นั่งซะ แล้วจะไปแดนซ์ ไปเดินขึ้นลงบันไดหรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน หากคุณทำแบบนี้ในช่วงพักโฆษณาที่คุณดูโทรทัศน์ 2 ชั่วโมง คุณจะสามารถเบิร์นแคลอรี่ได้ถึงวันละ 270 แคลอรี่เลยทีเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 28 ปอนด์ (12.7 กิโลกรัม) ในหนึ่งปีเชียวล่ะ

3.อาหารแคลอรี่สูง...สัปดาห์ละมื้อก็พอ

อาหาร 5 อย่างที่ให้ไขมันสูง แคลอรี่สูง แต่คุณสาว ๆ ชอบกันนักก็คือ คุกกี้ ทอฟฟี่ ไอศกรีม มันฝรั่งทอด และเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งเราขอแนะนำให้คุณเลี่ยงซะ อย่างถ้าคุณรับประทานอาหารจำพวกนี้สัปดาห์ละหกวัน ก็ให้ลดลงเหลือสัปดาห์ละห้าวันแทน แล้วค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงสัปดาห์ละสองวัน หนึ่งวัน (หรือไม่ทานได้เลยยิ่งดี) และขณะเดียวกันก็ให้คุณหันไปรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพิ่ม เช่น เบบี้แครอท บรอกโคลี ส้ม หรือผักผลไม้สดอื่น ๆ

4.สมัครรับจดหมายข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ

การศึกษาชิ้นหนึ่งบอกให้เราทราบว่า คนที่มักรับอีเมลที่มีเนื้อหาข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพ การไดเอต และการออกกำลังกายเป็นเวลา 16 สัปดาห์ จะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น เริ่มทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากขึ้น รวมทั้งรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้มากขึ้น พร้อม ๆ กับการลดไขมันทรานส์ และไขมันอิ่มตัวลง

5.เดินให้มากขึ้น

มีการศึกษาบอกว่า เพียงแค่เพิ่มการทำกิจกรรมบางอย่างทุกวัน วันละเพียง 1 นาทีไปเรื่อย ๆ ในที่สุด เป้าหมายที่คุณจะทำกิจกรรมนั้น ๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาทีก็ไม่ยากจนเกินไป แถมยังสามารถลดแคลอรี่ลงได้วันละมากกว่า 120 แคลอรี่ด้วย ซึ่งกิจกรรมง่าย ๆ ที่เราแนะนำก็คือ

หากจะซื้อของที่ร้านค้าใกล้บ้าน ก็ให้เดินไปแทน
ขณะคุยโทรศัพท์ให้เดิน และเปลี่ยนสถานที่คุยไปเรื่อย ๆ ดีกว่านั่งอยู่กับที่
เดิน หรือจอดรถไว้ในจุดที่ไกลจากห้างสรรพสินค้า แล้วเดินไปแทน
เดินเล่นหลังทานอาหารกลางวัน และอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว

6.เน้นกล้ามเนื้อบ้าง

การออกกำลังที่จะช่วยเพิ่มการเมตาบอลิซึมแบบง่าย ๆ ก็คือ การวิดพื้น ซึ่งผลการศึกษาบอกว่า การออกกำลังลักษณะนี้ให้ประสิทธิภาพพอ ๆ กับการเข้ายิมเลยทีเดียว นอกจากนี้ ในการออกกำลังกายแต่ละเซต ควรทำให้กล้ามเนื้อของคุณรู้สึกล้าสัก 60-90 วินาทีด้วย

7.เดินขึ้นบันไดสิ

ลองปีนขึ้นบันไดสักวันละ 2-3 นาที จะสามารถเบิร์นแคลอรี่และช่วยลดน้ำหนักได้ถึงปีละ 1-2 ปอนด์ โดยผลการศึกษาจากฮาร์วาร์ด บอกว่า ผู้ชายที่เดินขึ้นบันไดมากกว่า 70 ช่วงขั้น (flight of stairs) ต่อสัปดาห์ จะมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ชายที่เดินขึ้นบันไดเพียง 20 ช่วงขั้นต่อสัปดาห์ถึง 18% เช่นนั้นแล้วเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยอาจจะขึ้นบันไดวันละ 2 ช่วงขั้นบันไดก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มทุกวันอย่างช้า ๆ

8.พกเครื่องนับก้าวเดินไปด้วย

เวลาออกไปไหนอย่าลืมพกเครื่องนับก้าวเดิน (Pedometer) ติดตัวไปด้วยล่ะ เพราะการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่พกเครื่องนับก้าวเดินและเดินได้มากกว่า 2,500 ก้าว (ประมาณ 1 ไมล์) จะช่วยลดแคลอรี่ลงได้มากกว่าคนที่ไม่พกเครื่องมือดังกล่าวถึง 100 แคลอรี่ ว้าว!

9.ทำอาหารทานเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

การออกไปนั่งทานอาหารในร้านอาหารจะทำให้คุณได้รับพลังงานสูงถึง 1,000 แคลอรี่ ซึ่งนอกจากจะได้ไขมันแล้ว ยังจะได้โซเดียมเกินปริมาณที่ควรจะได้รับแต่ละวันอีกต่างหาก ถ้าเช่นนั้นแล้ว ลองเปลี่ยนมาทำอาหารทานเองดูที่บ้านดีกว่า เพราะที่ปรึกษาด้านโภชนาการของลอสแอนเจลิสบอกว่า

"เมื่อคุณทำอาหารทานเอง ไม่เพียงแต่คุณจะสามารถควบคุมปริมาณการรับประทานให้เหมาะสมได้แล้ว คุณยังสามารถลดการทานน้ำตาล เกลือ และไขมันได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้ราคาอาหารในร้านอาหารแพงหูฉี่"

10.ลดความอ้วนได้ด้วยการเดิน 1 ไมล์

ปฏิญาณตนซะว่า จะต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ไมล์ (1.6 กิโลเมตร) เพราะการเดินทุก ๆ วัน มันจะช่วยให้น้ำหนักคุณลดได้ 13-17 ปอนด์ (5.8-7.7 กิโลกรัม) ภายใน 1 ปี ถ้าไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์

11.ทานอาหารอย่างเพลิดเพลินใน 10 นาที

ก่อนที่คุณจะทานอาหารในแต่ละมื้อ ขอให้คุณใช้เวลาสักนาทีสองนาที ในการดมและมองอาหารเสียก่อน จากนั้น ค่อย ๆ เคี้ยวคำเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ ค่อย ๆ คลุกเคล้าอาหารชิ้นนั้นในปากของคุณ และพยายามนึกถึงรูปร่างและรสชาติของมันก่อนจะกลืน แล้วถามตัวเองว่า คุณอยากจะทานมันอีกหรือไม่ หากต้องการทานอีก ก็ทานซ้ำได้ แต่คราวนี้ขอให้เคี้ยวสัก 20 ครั้งก่อนกลืน พยายามทำให้การรับประทานอาหารของคุณเหมือนกับการออกกำลังกายจนกระทั่งถึงคำสุดท้าย ซึ่งควรจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

"เมื่อคุณใช้เวลาทานอาหารอย่างช้า ๆ และทานอย่างใช้ความคิดว่ารสชาติอาหารนั้นเป็นเช่นไร คุณจะรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนั้นมากขึ้น และจะหยุดรับประทานเมื่อคุณรู้สึกพอใจแล้ว" เลสลีย์ ลุสต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาการจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียตะวันออก บอกให้รู้

12.ทานผลไม้สด แต่ไม่ใช่น้ำผลไม้

มองข้ามน้ำผลไม้ทั้งหลายไปได้เลย แล้วหันมาทานผลไม้สดทั้งลูกแทน เพื่อที่คุณจะได้รับไฟเบอร์ที่ดีต่อการไดเอต และยังทำให้รู้สึกอิ่มได้นานด้วย โดยการวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ที่สกัดออกมาในของเหลว เช่น น้ำผลไม้ จะไม่ช่วยให้คุณอิ่มเหมือนกับไฟเบอร์ทั่ว ๆ ไปที่ได้จากผลไม้สดทั้งลูกโดยตรง นั่นเพราะเมื่อคุณเคี้ยวอาหาร น้ำลายจะถูกสร้างขึ้น และมันจะส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อให้เตรียมพร้อมกับการย่อยอาหาร แต่การดื่มน้ำผลไม้ จะไม่ทำให้สมองได้รับสัญญาณ เพื่อบอกต่อไปยังระบบย่อยอาหาร ดังนั้น คุณจะรู้สึกอิ่มเพียงแค่เดี๋ยวเดียว

นอกจากนี้ ถ้าคุณดื่มน้ำผลไม้มากกว่าการทานผลไม้สด ๆ จะทำให้คุณได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 48% จากส่วนผสมต่าง ๆ ในน้ำผลไม้ เช่น น้ำตาล เกลือ ซึ่งหากคุณดื่มน้ำผลไม้ทุกวัน คุณมีสิทธิ์จะอ้วนขึ้นถึงปีละ 4 ปอนด์ (1.8 กิโลกรัม) เชียวแหนะ

13.เลือกกาแฟให้ถูกแก้ว

จากการสุ่มตัวอย่างเก็บข้อมูลกาแฟ และชาที่ซื้อมาจาก 115 ร้านในนิวยอร์ก รวมกว่า 3,000 ตัวอย่าง พบว่า กาแฟหรือชาที่ชงนั้นมีแคลอรี่เฉลี่ย 63 แคลอรี่ (ใส่นมและน้ำตาล) ขณะที่กาแฟที่ปรุงแต่งหน้าให้สวยด้วยวิปครีม และอื่น ๆ มีแคลอรี่มากถึงแก้วละ 239 แคลอรี่ หากคุณรับประทานกาแฟแบบนั้นทุกวัน น้ำหนักคุณจะพุ่งถึงปีละ 18 ปอนด์ (8 กิโลกรัม) เลยรู้ไหม ดังนั้น พยายามลดละเลิกกาแฟที่น่าทานแบบนั้นซะ และหันมาดื่มกาแฟที่ผสมนมและน้ำตาลเล็กน้อยจะดีกว่า

14.หยุดน้ำหนักพุ่งด้วยการนอน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย บอกให้เรารู้ว่า การอดนอน หรือนอนน้อย เป็นเหตุให้น้ำหนักเพิ่มพรวดได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง ให้ผู้ร่วมทดลองนอนประมาณ 10 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน ส่วนอีก 5 วันถัดมาให้นอนน้อยลง และกลับมานอนตามปกติอีก 4 วัน หลังจากผ่าน 11 วันนี้ไป พบว่า ผู้ร่วมการทดลองกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างที่พักผ่อนอย่างเพียงพอ

จะลดน้ำหนักได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเท่านั้น อย่ารอช้า เปลี่ยนพฤติกรรมนิด ปรับพฤติกรรมหน่อยเสียตั้งแต่วันนี้นะคะ







ลดกระชับสัดส่วนดีที่สุดในโลกบันทึกลงกินเนสบุ๊ค
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก!!!
หรือโทร 089-071-8889