วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วัณโรคปอด มีอาการอย่างไร?



วัณโรคปอด มีอาการอย่างไร ?

วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium tuberculosis เชื้อวัณโรคมีความคงทนต่อความแห้งได้ และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นาน เมื่อพูดถึงวัณโรคชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึงโรคปอด คือ วัณโรคปอด เพียงอย่างเดียว ความจริงวัณโรคอาจเป็นได้ในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและเยื่อหุ้มสมอง แต่วัณโรคมักเป็นที่ปอด มากกว่าอวัยวะอื่น

ลักษณะและอาการของผู้ป่วยวัณโรค

ลักษณะ อาการของผู้ป่วยวัณโรคนั้นคล้ายๆ กับ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังทั่วๆ ไป จะสังเกตได้ยากในผู้ป่วยที่เป็นใหม่ๆ เพราะโรคนี้เกิดขึ้นช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทันรู้สึกตัว
อาการเริ่มต้น มีไข้ต่ำๆตอนบ่าย มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ไอแห้งๆ ต่อมาไอมีเสมหะ อาจมีเลือดปนเสมหะ ถ้ามีแผลโพลงในเนื้อปอด อาจจะไอเป็นเลือดสดๆ เมื่อไอมาก อาการที่ตามมาคือเจ็บชายโครงทั้งสองข้าง อ่อนเพลียลงเรื่อยๆ เบื่ออาหาร เมื่อเวลาผ่านไปไม่ได้รักษาอาการ ทุกอย่างจะเป็นมากขึ้น น้ำหนักลดลงมาก วัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง ระยะเวลาที่เริ่มเป็นจนมีอาการหนัก มักจะใช้เวลานานเป็นปี บางคนเที่ยวดึก สูบบุหรี่จัด เมื่อมีอาการไอก็เข้าใจว่าเป็นผลมาจากบุหรี่ ก็เลยไม่สนใจที่จะไปรับการตรวจ สำหรับคนที่ติดเหล้ามาก อาการมึนเมาจะบดบัง อาการเริ่มแรกของวัณโรคได้ ต่อเมื่อมีอาการของวัณโรคมากจึงไปพบแพทย์ ทำให้ยากต่อการรักษา เนื่องจากเนื้อปอดถูกทำลายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้มีอาการหอบ เหนื่อย จนไม่สามารถเดินได้ ซึ่งนับว่าเป็นอาการที่เข้าขั้นรุนแรง สำหรับผู้หญิงที่เป็นวัณโรครุนแรงมาก อาจจะมีประจำเดือนคาดเคลื่อน หรือขาดหายไป

การตรวจวินิจฉัย

สิ่งจำเป็น ที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้คือ ประวัติความเจ็บป่วย อาการ และการตรวจร่างกาย สามารถช่วยในการวินิจฉัยได้ในระดับหนึ่ง การวินิจฉัย วัณโรคปอดที่แน่นอนจะต้องพบเชื้อวัณโรคจากเสมหะ โดย การย้อมสีเสมหะ และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือ จากการนำเสมหะไปเพาะหาเชื้อวัณโรคในทางปฏิบัติ ถ้าตรวจเสมหะไม่พบเชื้อ แต่พบลักษณะแผลในเนื้อปอดจากภาพถ่ายรังสีทรวงอก ร่วมกับอาการบ่งชี้ว่าเป็นวัณโรคโดยไม่พบสาเหตุโรคอื่น อาจให้การวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดได้ “การวินิจฉัยและการรักษาที่ทำได้เร็ว จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วย”

จะทราบอย่างไร ว่าท่านหายจากวัณโรค
ผู้ ป่วยต้องตั้งใจรักษา ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ ผลการรักษาจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวอยู่ที่ตัวผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยจะทราบว่าหายจากวัณโรค เมื่อตรวจไม่พบเชื้อในเสมหะ ภายหลังกินยาสม่ำเสมอครบตามกำหนด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค


• สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค (อยู่อาศัยร่วมบ้านเดียวกัน)
• ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ เช่น เบาหวาน, ติดเชื้อ HIV, หรือ ได้รับยากดภูมิต้านทาน เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง หรือ ยาลูกกลอนที่มีส่วนผสมของ steroids
จะป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นวัณโรคได้อย่างไร
• รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายกินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่
• หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค เคยมีรายงานผู้ป่วยเป็นวัณโรคในระยะติดต่อ สามารถแพร่เชื้อวัณโรคกับผู้ร่วมโดยสารเครื่องบิน ลำเดียวกันได้จำนวนหลายคน
• ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้าน ควรเอาใจใส่ดูแลให้กินยาครบถ้วนสม่ำเสมอทุกวัน
• ควรตรวจร่างกาย โดยการเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละครั้ง
• หากมีอาการผิดปกติ สงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเสมหะ และเอกซเรย์ปอด

นายแพทย์พิศิษฐ์ ด่านไทยนำ
อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤต
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์




OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โรคเอสแอลอี SLE  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

คลิ๊ก!!!




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 อานนท์






เลือดกำเดาไหล....ทำอย่างไรดี



เลือดกำเดาไหล....ทำอย่างไรดี

ถ้าลูกมีเลือดกำเดาไหล คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจนะคะ ให้พาลูกนั่งโน้มตัวมาข้างหน้าและก้มหน้าเล็กน้อย และบีบปลายจมูกไว้สักพักค่ะ

ไม่ควรเงยหน้า เพราะเลือดที่ออกจะไหลย้อนไปข้างหลังลงคอทำให้สำลักได้

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก อาจเกิดจาก หวัดทำให้จมูกบวม หรือแคะแกะทำให้เป็นแผล จึงควรกดเพื่อห้ามเลือดบริเวณปลายจมูกเพื่อให้ตรงกับบริเวณเส้นเลือดค่ะ

แต่ถ้าเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ หยุดได้ยาก และมีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย ควรไปปรึกษาแพทย์นะคะ






OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โรคเอสแอลอี SLE  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

คลิ๊ก!!!




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 อานนท์




วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สะเก็ดเงิน ปวดข้อรูมาติสซั่ม 089-71-8889




OPERATION BIM (Balancing Immunity) จะส่งผลให้ประชากรโลกสามารถมีอายุยืนขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายสามารถป้องกันสิ่งและสารแปลกปลอมจากภายนอกที่ทำลายสุขภาพและก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น สารเคมีอันตราย เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ตลอดจนเซลล์มะเร็ง และ ร่างกายสามารถลดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากสภาวะแพ้ภูมิตัวเอง โรคเอสแอลอี SLE  สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ โรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เก๊าท์ รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจ ตับเสื่อม ไตวาย หอบหืด สันนิบาต และ มะเร็ง เป็นต้น

คลิ๊ก!!!




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ Operation BIM 

โทร 089-071-8889 อานนท์





วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

14 เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำหนักลดได้



14 เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้น้ำหนักลดได้

คุณไม่จำเป็นต้องอดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อที่จะลดน้ำหนัก เพราะผลการศึกษาใหม่ ๆ บอกให้เรารู้ว่า แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างแค่เล็กน้อย มันจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว แถมยังช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วย ไปดูกันว่า วิธีที่เราหยิบมาแนะนำวันนี้มีอะไรบ้าง

1.หยิบปากกาทุกครั้งหลังอาหาร

ไม่ใช่แค่หยิบปากกาขึ้นมาเฉย ๆ หรอกนะจ๊ะ แต่ให้หยิบขึ้นมาจดว่า มื้อนั้นคุณทานอะไรเข้าไปบ้าง เพื่อจะได้ควบคุมปริมาณการรับประทานอาหารให้เหมาะสมเท่านั้นเอง แถมยังสามารถจำกัดแคลอรี่ไม่ให้มากเกินความต้องการของร่างกายได้ด้วยนะ เพราะเราจะได้รู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมการรับประทานเป็นแบบไหนนั่นเอง ลืมทานมื้อไหนหรือเปล่า หรือชอบทานอะไรซ้ำ ๆ กันในรอบสัปดาห์ หรือวันหยุด นั่นเพราะการรู้ว่าตัวเองทานอะไร อย่างไร จะช่วยให้คุณคำนวณได้ว่า ควรเปลี่ยนอะไรให้ถูกต้องเหมาะสมสำหรับตัวเอง

ขณะเดียวกัน การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังบอกด้วยว่า คนที่จดว่าทานอะไรเข้าไปบ้าง ได้สารอาหารอะไรบ้าง จะสามารถลดน้ำหนักลงได้มากกว่าคนที่ไม่ได้จดถึง 2 เท่า และหากคุณทำเช่นนี้พร้อม ๆ กับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม คุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้เฉลี่ย 5-6 กิโลกรัม ภายใน 6 เดือนทีเดียวเชียว

2.ข้ามโฆษณาไปซะ

เมื่อใดที่รายการโปรดของคุณเปลี่ยนเป็นโฆษณา ขอให้คุณลุกขึ้นจากที่นั่งซะ แล้วจะไปแดนซ์ ไปเดินขึ้นลงบันไดหรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน หากคุณทำแบบนี้ในช่วงพักโฆษณาที่คุณดูโทรทัศน์ 2 ชั่วโมง คุณจะสามารถเบิร์นแคลอรี่ได้ถึงวันละ 270 แคลอรี่เลยทีเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 28 ปอนด์ (12.7 กิโลกรัม) ในหนึ่งปีเชียวล่ะ

3.อาหารแคลอรี่สูง...สัปดาห์ละมื้อก็พอ

อาหาร 5 อย่างที่ให้ไขมันสูง แคลอรี่สูง แต่คุณสาว ๆ ชอบกันนักก็คือ คุกกี้ ทอฟฟี่ ไอศกรีม มันฝรั่งทอด และเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งเราขอแนะนำให้คุณเลี่ยงซะ อย่างถ้าคุณรับประทานอาหารจำพวกนี้สัปดาห์ละหกวัน ก็ให้ลดลงเหลือสัปดาห์ละห้าวันแทน แล้วค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงสัปดาห์ละสองวัน หนึ่งวัน (หรือไม่ทานได้เลยยิ่งดี) และขณะเดียวกันก็ให้คุณหันไปรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพิ่ม เช่น เบบี้แครอท บรอกโคลี ส้ม หรือผักผลไม้สดอื่น ๆ

4.สมัครรับจดหมายข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ

การศึกษาชิ้นหนึ่งบอกให้เราทราบว่า คนที่มักรับอีเมลที่มีเนื้อหาข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพ การไดเอต และการออกกำลังกายเป็นเวลา 16 สัปดาห์ จะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น เริ่มทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากขึ้น รวมทั้งรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้มากขึ้น พร้อม ๆ กับการลดไขมันทรานส์ และไขมันอิ่มตัวลง

5.เดินให้มากขึ้น

มีการศึกษาบอกว่า เพียงแค่เพิ่มการทำกิจกรรมบางอย่างทุกวัน วันละเพียง 1 นาทีไปเรื่อย ๆ ในที่สุด เป้าหมายที่คุณจะทำกิจกรรมนั้น ๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาทีก็ไม่ยากจนเกินไป แถมยังสามารถลดแคลอรี่ลงได้วันละมากกว่า 120 แคลอรี่ด้วย ซึ่งกิจกรรมง่าย ๆ ที่เราแนะนำก็คือ

หากจะซื้อของที่ร้านค้าใกล้บ้าน ก็ให้เดินไปแทน
ขณะคุยโทรศัพท์ให้เดิน และเปลี่ยนสถานที่คุยไปเรื่อย ๆ ดีกว่านั่งอยู่กับที่
เดิน หรือจอดรถไว้ในจุดที่ไกลจากห้างสรรพสินค้า แล้วเดินไปแทน
เดินเล่นหลังทานอาหารกลางวัน และอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว

6.เน้นกล้ามเนื้อบ้าง

การออกกำลังที่จะช่วยเพิ่มการเมตาบอลิซึมแบบง่าย ๆ ก็คือ การวิดพื้น ซึ่งผลการศึกษาบอกว่า การออกกำลังลักษณะนี้ให้ประสิทธิภาพพอ ๆ กับการเข้ายิมเลยทีเดียว นอกจากนี้ ในการออกกำลังกายแต่ละเซต ควรทำให้กล้ามเนื้อของคุณรู้สึกล้าสัก 60-90 วินาทีด้วย

7.เดินขึ้นบันไดสิ

ลองปีนขึ้นบันไดสักวันละ 2-3 นาที จะสามารถเบิร์นแคลอรี่และช่วยลดน้ำหนักได้ถึงปีละ 1-2 ปอนด์ โดยผลการศึกษาจากฮาร์วาร์ด บอกว่า ผู้ชายที่เดินขึ้นบันไดมากกว่า 70 ช่วงขั้น (flight of stairs) ต่อสัปดาห์ จะมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ชายที่เดินขึ้นบันไดเพียง 20 ช่วงขั้นต่อสัปดาห์ถึง 18% เช่นนั้นแล้วเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยอาจจะขึ้นบันไดวันละ 2 ช่วงขั้นบันไดก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มทุกวันอย่างช้า ๆ

8.พกเครื่องนับก้าวเดินไปด้วย

เวลาออกไปไหนอย่าลืมพกเครื่องนับก้าวเดิน (Pedometer) ติดตัวไปด้วยล่ะ เพราะการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่พกเครื่องนับก้าวเดินและเดินได้มากกว่า 2,500 ก้าว (ประมาณ 1 ไมล์) จะช่วยลดแคลอรี่ลงได้มากกว่าคนที่ไม่พกเครื่องมือดังกล่าวถึง 100 แคลอรี่ ว้าว!

9.ทำอาหารทานเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

การออกไปนั่งทานอาหารในร้านอาหารจะทำให้คุณได้รับพลังงานสูงถึง 1,000 แคลอรี่ ซึ่งนอกจากจะได้ไขมันแล้ว ยังจะได้โซเดียมเกินปริมาณที่ควรจะได้รับแต่ละวันอีกต่างหาก ถ้าเช่นนั้นแล้ว ลองเปลี่ยนมาทำอาหารทานเองดูที่บ้านดีกว่า เพราะที่ปรึกษาด้านโภชนาการของลอสแอนเจลิสบอกว่า

"เมื่อคุณทำอาหารทานเอง ไม่เพียงแต่คุณจะสามารถควบคุมปริมาณการรับประทานให้เหมาะสมได้แล้ว คุณยังสามารถลดการทานน้ำตาล เกลือ และไขมันได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้ราคาอาหารในร้านอาหารแพงหูฉี่"

10.ลดความอ้วนได้ด้วยการเดิน 1 ไมล์

ปฏิญาณตนซะว่า จะต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ไมล์ (1.6 กิโลเมตร) เพราะการเดินทุก ๆ วัน มันจะช่วยให้น้ำหนักคุณลดได้ 13-17 ปอนด์ (5.8-7.7 กิโลกรัม) ภายใน 1 ปี ถ้าไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์

11.ทานอาหารอย่างเพลิดเพลินใน 10 นาที

ก่อนที่คุณจะทานอาหารในแต่ละมื้อ ขอให้คุณใช้เวลาสักนาทีสองนาที ในการดมและมองอาหารเสียก่อน จากนั้น ค่อย ๆ เคี้ยวคำเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ ค่อย ๆ คลุกเคล้าอาหารชิ้นนั้นในปากของคุณ และพยายามนึกถึงรูปร่างและรสชาติของมันก่อนจะกลืน แล้วถามตัวเองว่า คุณอยากจะทานมันอีกหรือไม่ หากต้องการทานอีก ก็ทานซ้ำได้ แต่คราวนี้ขอให้เคี้ยวสัก 20 ครั้งก่อนกลืน พยายามทำให้การรับประทานอาหารของคุณเหมือนกับการออกกำลังกายจนกระทั่งถึงคำสุดท้าย ซึ่งควรจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

"เมื่อคุณใช้เวลาทานอาหารอย่างช้า ๆ และทานอย่างใช้ความคิดว่ารสชาติอาหารนั้นเป็นเช่นไร คุณจะรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนั้นมากขึ้น และจะหยุดรับประทานเมื่อคุณรู้สึกพอใจแล้ว" เลสลีย์ ลุสต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาการจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียตะวันออก บอกให้รู้

12.ทานผลไม้สด แต่ไม่ใช่น้ำผลไม้

มองข้ามน้ำผลไม้ทั้งหลายไปได้เลย แล้วหันมาทานผลไม้สดทั้งลูกแทน เพื่อที่คุณจะได้รับไฟเบอร์ที่ดีต่อการไดเอต และยังทำให้รู้สึกอิ่มได้นานด้วย โดยการวิจัยพบว่า ไฟเบอร์ที่สกัดออกมาในของเหลว เช่น น้ำผลไม้ จะไม่ช่วยให้คุณอิ่มเหมือนกับไฟเบอร์ทั่ว ๆ ไปที่ได้จากผลไม้สดทั้งลูกโดยตรง นั่นเพราะเมื่อคุณเคี้ยวอาหาร น้ำลายจะถูกสร้างขึ้น และมันจะส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อให้เตรียมพร้อมกับการย่อยอาหาร แต่การดื่มน้ำผลไม้ จะไม่ทำให้สมองได้รับสัญญาณ เพื่อบอกต่อไปยังระบบย่อยอาหาร ดังนั้น คุณจะรู้สึกอิ่มเพียงแค่เดี๋ยวเดียว

นอกจากนี้ ถ้าคุณดื่มน้ำผลไม้มากกว่าการทานผลไม้สด ๆ จะทำให้คุณได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 48% จากส่วนผสมต่าง ๆ ในน้ำผลไม้ เช่น น้ำตาล เกลือ ซึ่งหากคุณดื่มน้ำผลไม้ทุกวัน คุณมีสิทธิ์จะอ้วนขึ้นถึงปีละ 4 ปอนด์ (1.8 กิโลกรัม) เชียวแหนะ

13.เลือกกาแฟให้ถูกแก้ว

จากการสุ่มตัวอย่างเก็บข้อมูลกาแฟ และชาที่ซื้อมาจาก 115 ร้านในนิวยอร์ก รวมกว่า 3,000 ตัวอย่าง พบว่า กาแฟหรือชาที่ชงนั้นมีแคลอรี่เฉลี่ย 63 แคลอรี่ (ใส่นมและน้ำตาล) ขณะที่กาแฟที่ปรุงแต่งหน้าให้สวยด้วยวิปครีม และอื่น ๆ มีแคลอรี่มากถึงแก้วละ 239 แคลอรี่ หากคุณรับประทานกาแฟแบบนั้นทุกวัน น้ำหนักคุณจะพุ่งถึงปีละ 18 ปอนด์ (8 กิโลกรัม) เลยรู้ไหม ดังนั้น พยายามลดละเลิกกาแฟที่น่าทานแบบนั้นซะ และหันมาดื่มกาแฟที่ผสมนมและน้ำตาลเล็กน้อยจะดีกว่า

14.หยุดน้ำหนักพุ่งด้วยการนอน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย บอกให้เรารู้ว่า การอดนอน หรือนอนน้อย เป็นเหตุให้น้ำหนักเพิ่มพรวดได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง ให้ผู้ร่วมทดลองนอนประมาณ 10 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน ส่วนอีก 5 วันถัดมาให้นอนน้อยลง และกลับมานอนตามปกติอีก 4 วัน หลังจากผ่าน 11 วันนี้ไป พบว่า ผู้ร่วมการทดลองกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างที่พักผ่อนอย่างเพียงพอ

จะลดน้ำหนักได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเท่านั้น อย่ารอช้า เปลี่ยนพฤติกรรมนิด ปรับพฤติกรรมหน่อยเสียตั้งแต่วันนี้นะคะ







ลดกระชับสัดส่วนดีที่สุดในโลกบันทึกลงกินเนสบุ๊ค
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก!!!
หรือโทร 089-071-8889